กรมอนามัย เผยหญิงไทยคลอดก่อนกำหนดเกิน 8% รณรงค์เมื่อท้องต้องรีบฝากครรภ์

29.04.25 | 15:30 น.

เมื่อวันที่ 29 เมษายน พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า โดยปกติหญิงตั้งครรภ์จะคลอดประมาณสัปดาห์ที่ 37 ซึ่งการคลอดก่อนกำหนด มีความสัมพันธ์กับการฝากครรภ์ที่ช้าเกินไป อาจเกิดได้จากการที่ไม่รู้ตัวว่าท้อง และอีกส่วนเกิดจากคนที่รู้ว่าท้องแต่คิดว่าการฝากครรภ์ไม่สำคัญ แต่จริงๆ แล้วสำคัญมาก เพราะจะช่วยให้หญิงตั้งครรภ์ดูแลตัวเองได้อย่างเหมาะสม ทั้งการกิน การพักผ่อน การตรวจโรคต่างๆ การคลอดก่อนกำหนดเป็นภาวะที่ทารกยังพัฒนาอวัยวะได้ไม่สมบูรณ์เต็มที่ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงและอันตรายหลายด้าน เช่น ปอดที่ยังสร้างสารลดแรงตึงผิวได้ไม่เพียงพอ ทำให้ปอดขยายตัวได้ยาก เกิดภาวะหายใจลำบากและอาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ระบบไหลเวียนโลหิตยังไม่สมบูรณ์ ทำให้ควบคุมความดันโลหิตได้ยาก อีกทั้งยังสัมพันธ์กับการให้นมแม่ เพราะทารกที่คลอดก่อนกำหนด มักต้องได้รับการดูแลในหอผู้ป่วยวิกฤตทารกแรกเกิด ทำให้แม่และลูกไม่สามารถอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ส่งผลต่อความถี่และระยะเวลาในการให้นม การประสานงานของการดูด กลืน และหายใจยังไม่ดี ทำให้ดูดนมได้ไม่ต่อเนื่อง เหนื่อยง่าย และเสี่ยงต่อการสำลัก ซึ่งประเทศไทยเผชิญกับปัญหานี้มาระยะหนึ่งแล้ว

พญ.อัมพร กล่าวว่า ประเทศไทยมีอัตราการคลอดก่อนกำหนดเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ร้อยละ 8 ของอัตราการคลอดทั้งหมด กรมอนามัยจึงสนับสนุนให้หญิงตั้งครรภ์เข้ารับการฝากครรภ์โดยเร็วก่อน 12 สัปดาห์ เพื่อตรวจคัดกรองโรค ส่งเสริมความรู้ให้หญิงไทยในการกินกรดโฟลิก (Folic Acid) ไม่เฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งหากมีการตั้งครรภ์จะได้มีความพร้อมของร่างกาย ซึ่งเน้นย้ำว่า ผู้ที่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ จะต้องฝากครรภ์ทันที โดยเฉพาะปัจจุบันที่มีการตั้งครรภ์ในหญิงที่อายุมากขึ้น ก็มีความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ ได้มากขึ้น เช่น โรคเบาหวาน ความพิการของลูกในครรภ์ และโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่นๆ และยิ่งไปกว่านั้นคือ การฝากครรภ์จะช่วยให้มารดาได้รับวัคซีนที่เหมาะสม เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับทารกในครรภ์ด้วย นอกจากนั้น กรมอนามัยจะมุ่งเน้นให้บริการตามมาตรฐานอนามัยแม่และเด็ก ให้ความรู้หญิงตั้งครรภ์ สร้างความตระหนักรู้เรื่องอันตรายและสัญญาณเตือนที่ต้องมาโรงพยาบาล รวมถึงการเฝ้าติดตาม สนับสนุน ให้การช่วยเหลือหญิงตั้งครรภ์ เน้นย้ำการตรวจคัดกรองโรคที่มีผลต่อการคลอดก่อนกำหนด และการบริหารระบบการส่งต่อการดูแลที่มีประสิทธิภาพ