แม้การเข้ารับบริการสาธารณสุขตามสถานพยาบาลของภาครัฐ จะเป็นหนึ่งในสิทธิสวัสดิการขั้นพื้นฐาน แต่ก็ยังมีปัญหาใหญ่ที่ตามมา คือ ประชากรจำนวนมากไม่สามารถเดินทางเข้ารับบริการสาธารณสุขตามสิทธิของตนเองได้ ด้วยเหตุปัจจัยจากอุปสรรคของ ‘การเดินทาง’ ทำให้การพบแพทย์กลายเป็นสิ่งที่ยากลำบากเกินกว่าจะเข้าถึง
จากสภาพปัญหา “มูลนิธิเส้นด้าย” ได้จับมือกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ดำเนิน “โครงการรับส่งปลอดภัยได้ (ใจ) ผู้ใช้บริการ” ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น โดยใช้งบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น (กปท.) กทม.
โครงการดังกล่าวเกิดขึ้น เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ประสบความยากลำบากในการเดินทางไปพบแพทย์ มุ่งเน้น 3 กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ 1.ผู้สูงอายุ 2.ผู้พิการ 3.กลุ่มคนที่มีความยากลำบากในการเดินทาง ซึ่งกลุ่มหลังถูกแยกย่อยออกเป็น กลุ่มคนที่มีความลำบากในการเคลื่อนไหว และ กลุ่มคนที่มีความลำบากในเรื่องของทุนทรัพย์
เบื้องต้นให้บริการนำร่องกับทุกสิทธิการรักษาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
เสียงผู้ใช้บริการ ความหวังที่มา ‘ทันเวลา’
”จิราภรณ์ ชวินทร์“ ญาติของผู้ป่วยติดเตียงรายหนึ่ง (สิทธิบัตรทอง) ที่ได้ใช้บริการดังกล่าว เล่าย้อนถึงวันที่สามีเริ่มล้มป่วยจากอาการไตบวมกดทับอวัยวะภายใน ทำให้มือเริ่มมีอาการชาและลุกลามไปทั่วร่างกาย จนเดินไม่ได้ หากอาการนี้ ได้รับการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพอย่างต่อเนื่อง จะมีโอกาสกลับมาเคลื่อนไหวร่างกายได้อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม เธอไม่มีเงินมากพอจะพาสามีไปทำการบำบัดฟื้นฟูตามที่แพทย์นัดหมายไว้ ทั้งยังต้องเดินวันละ 2 กิโลเมตร เพื่อไปนำข้าวจากวัดมาให้สามีกิน กระทั่งเมื่อศูนย์บริการสาธารณสุข 11 ประดิพัทธ์ ซึ่งเป็นหน่วยบริการรับทราบปัญหาและเข้ามาช่วยเหลือครอบครัวของเธอด้วยการประสานไปยังมูลนิธิเส้นด้าย
“ถ้าเป็นเมื่อก่อน ป้าก็โทรศัพท์หาแค่โรงพยาบาล ไม่รู้ว่าขั้นตอนอื่นต้องทำยังไง ติดต่อใคร โชคดีที่มีคนมาช่วยประสานงานโครงการนี้ให้ เจ้าหน้าที่ก็พยายามสอนป้าใช้ไลน์ เพื่อให้ติดต่อขอใช้บริการได้เร็วขึ้น” เธอย้อนเล่า
ในวันแรกที่ติดต่อขอใช้บริการ มูลนิธิเส้นด้ายจะถามชื่อ-นามสกุล พร้อมกับขอดูใบนัดที่ผู้ป่วยได้รับจากโรงพยาบาล จากนั้นจึงขอช่องทางการติดต่อ และขอที่อยู่ในปัจจุบันไว้ เพื่อให้มูลนิธิฯสามารถเข้ามาให้บริการได้อย่างถูกต้อง ซึ่งจะต้องมีการจองคิวในการเข้ารับบริการเพื่อให้มูลนิธิฯเตรียมรถรับ-ส่ง ที่เหมาะสมกับอาการของผู้ป่วย
จิราภรณ์ บอกว่า ดีใจมากที่มีโครงการนี้ ซึ่งไม่ได้ช่วยเหลือเพียงแค่ครอบครัวของเธอเท่านั้น แต่ยังช่วยเหลือผู้อื่นที่ลำบาก หากใครเดือดร้อนก็สามารถเข้าถึงบริการได้ง่าย ไม่ต้องรอนาน โดยเฉพาะเวลาฉุกเฉิน บางครั้งโทรเรียกรถโรงพยาบาลแล้ว ปรากฏว่าไม่ว่าง เพราะมีเคสฉุกเฉินเกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกัน แต่โครงการนี้จะช่วยให้ไปพบแพทย์ได้ทันเวลา ซึ่งถือว่าเป็นความหวังที่จะเข้ามาช่วยเหลือคนจนได้อย่างแท้จริง
จากรถสาธารณะพึ่งพายาก สู่ ‘บริการฟรี’ ถึงหน้าบ้าน
“สันติสุข บุลยเลิศ” ผู้ใช้บริการ (สิทธิข้าราชการ) เล่าย้อนถึงประสบการณ์ก่อนหน้านี้ ในวัย 81 ปี ต้องจ่ายเงินเพื่อใช้รถรับจ้างสาธารณะ หรือรถแท็กซี่ ในการเดินทางไปพบแพทย์ตามนัด ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก ทั้งยังเต็มไปด้วยความยากลำบากในการหารถ
“ตอนนั้นผมต้องนั่งแท็กซี่ไปหาหมอเอง แต่เช้าๆ แท็กซี่หายากมาก ต้องเดินไปถึงถนนใหญ่ พอมีโครงการนี้รู้สึกว่าสะดวกกว่าสมัยก่อนเยอะ เพราะมีรถมาถึงบ้าน ไม่ต้องเสียเงินค่ารถหลายร้อย ช่วยประหยัดไปเยอะ” สันติสุข สะท้อน
สำหรับจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขารู้จักโครงการนี้ มาจากการที่ลูกชายซึ่งเป็นข้าราชการอยู่ต่างจังหวัด ไม่ค่อยมีเวลาเดินทางกลับมาพาเขาไปพบแพทย์เป็นประจำ จึงมักติดตามข่าวสารเรื่องสิทธิและบริการสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ กระทั่งวันหนึ่งได้พบข้อมูลเกี่ยวกับบริการรับ-ส่งผู้ป่วยถึงบ้านโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายของมูลนิธิเส้นด้าย จึงได้ส่งแอพพลิเคชันของโครงการนี้ต่อให้ลูกสาว ซึ่งแวะเวียนมาเยี่ยมที่บ้านเป็นประจำ ช่วยลงทะเบียนสมัครใช้บริการให้
สันติสุข บอกว่า โครงการนี้ทำให้การเดินทางของเขาสะดวกมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ลดค่าใช้จ่ายลง ซึ่งเป็นประโยชน์กับผู้สูงอายุ ที่มักไม่ค่อยมีเงิน เพราะไม่มีงานทำ
ขอบคุณคนที่ทำโครงการนี้

มากกว่าการ ‘ขับไปถึง’ คือการ ‘ปลอดภัยจนไปถึง’
“ก่อนจะขับ ต้องอบรมก่อนครับ” คำยืนยันจาก ”สุปัญญา ธรรมอินราช“ คนขับรถแท็กซี่ของโครงการรับส่งปลอดภัยได้ (ใจ) ผู้ใช้บริการ ที่ระบุถึงขั้นตอนการร่วมงานกับโครงการฯ ว่าคนขับรถทุกประเภทจะต้องเข้าร่วมอบรม ซึ่งไม่ได้สอนเพียงการขับรถอย่างปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการประเมินอาการผู้ป่วย การฝึกปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างไม่คาดคิด
“เราไม่ได้แค่ขับไปส่งเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องดูแลคนไข้ คอยสังเกตว่าเขาเป็นอย่างไร หากมีอาการแบบนี้ ต้องใช้วิธีการช่วยชีวิตแบบไหน ก่อนติดต่อสายด่วน 1669” สุปัญญา อธิบาย
ในส่วนจุดเริ่มต้นที่มาเข้าร่วมโครงการนี้ เกิดจากคำแนะนำของเพื่อน ที่ทำให้เขาตัดสินใจเข้าไปดูเว็บไซต์ของโครงการ และอบรม
สุปัญญา บอกว่า ได้รับการติดต่อจากมูลนิธิฯ ให้ทดลองเข้าไปรับผู้ป่วยเพื่อเรียนรู้สถานการณ์จริง ช่วงแรกก็มีเพื่อนๆ เข้ามาอบรมด้วยกันหลายคน แต่แท็กซี่จริงๆ ที่เข้าอบรม มีแค่ประมาณ 3 คันเท่านั้น
ทุกครั้งที่มีเคสเข้ามา สุปัญญา จะได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ล่วงหน้า พร้อมกับข้อมูลของผู้ป่วย จากนั้นเขาจะโทรนัดกับผู้ป่วยก่อนอย่างน้อย 1 วัน เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ป่วยเตรียมตัวพร้อมแล้ว และเมื่อถึงวันนัดหมายเขาก็จะเดินทางไปถึงจุดนัดก่อนเวลาเสมอ
“ผมจะเข้าไปก่อนสัก 30 นาที เพื่อดูสภาพความเป็นอยู่ของผู้ป่วย และแนะนำตัวว่ามาจากมูลนิธิฯ เพื่อให้เขาอุ่นใจ เพราะเขาต้องเดินทางลำพัง“ สุปัญญา เล่าและว่า อยากให้มีโครงการแบบนี้อีกเยอะ เพราะคนที่เดือดร้อนยังมีอีกจำนวนมาก บางคนอยากไปหาหมอแต่ไม่มีเงิน ไม่มีงาน ไม่มีรถ ไม่มีคนพาไป
จัด ‘แท็กซี่-รถตู้’ พร้อมอุปกรณ์ให้ตามความจำเป็น
“เราดูทุกอย่าง ตั้งแต่บ้านอยู่ชั้นไหน ไปจนถึงใช้เครื่องช่วยหายใจไหม” อีกหนึ่งเสียงบอกเล่าของอาสาสมัครมูลนิธิเส้นด้าย อย่าง ”สุทัศน์ หอมสอาด“ ที่ให้ภาพถึงบทบาทของรถตู้ ในการร่วมช่วยเหลือผู้ป่วยที่เข้าถึงบริการได้ยาก ผ่านโครงการฯ
เขาเล่าว่า กระบวนการจะเริ่มจากการที่คนไข้โทรไปสายด่วน สปสช. 1330 เพื่อแจ้งขอใช้บริการ จากนั้น สปสช. จะเป็นฝ่ายประเมินเบื้องต้นว่าผู้ป่วยสามารถช่วยเหลือตนเองได้หรือไม่ หากผู้ป่วยสามารถเดินได้ มูลนิธิฯ จะจัดรถแท็กซี่เพื่อให้บริการรับ-ส่ง แต่หากช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ก็จะต้องมีการประเมินเจาะลึกยิ่งขึ้น เช่น ผู้ป่วยพักในที่อยู่อาศัยรูปแบบใด อยู่ในชั้นสูงหรือไม่ มีน้ำหนักตัวเท่าไร หรือมีการใช้เครื่องช่วยหายใจหรือไม่ เป็นต้น
ทั้งนี้ ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถดูแลตนเองได้ในขั้นวิกฤต มูลนิธิฯ จะจัดหารถตู้ที่มีพื้นที่กว้างกว่า และมีอุปกรณ์เสริมต่างๆ เพื่อใช้งานในยามจำเป็น และจะประสานกับญาติผู้ป่วยว่าผู้ป่วยต้องใช้ออกซิเจนตลอดเวลาหรือไม่ เพื่อที่มูลนิธิฯ จะจัดเตรียมไว้ให้เหมาะกับสภาพจริง
สุทัศน์ ย้ำว่า สิ่งสำคัญของการเป็นอาสาสมัคร คือ ทุกคนต้องผ่านการอบรมอย่างเข้มงวด เพราะความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นหัวใจสำคัญของการให้บริการ และเนื่องจากผู้ป่วยบางเคสจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือ อาสาสมัครจึงต้องมีความรู้ในการให้บริการที่ครอบคลุมผู้ป่วยทั้งหมด โดยตัวเขาเองนั้น จบหลักสูตรพนักงานฉุกเฉินทางการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.)และผ่านการอบรมการปฐมพยาบาลเบื้องต้นมาแล้ว
“อย่างเคสล่าสุด คนไข้มีภาวะติดเตียง และพักอยู่บนชั้น2 ของบ้าน เราต้องใช้สเตย์แคร์ช่วยพยุงคนไข้ลงมา ดังนั้น การมีความรู้ในส่วนนี้ จึงสำคัญอย่างมากต่อความปลอดภัยของคนไข้” สุทัศน์ เล่า
เมื่อถามถึงความรู้สึกที่มีต่อโครงการ สุทัศน์ บอกว่า ถือเป็นโครงการที่ดีมาก เพราะช่วยลดภาระครอบครัวของผู้ป่วยที่ไม่มีค่าเดินทาง ไม่มีแรง ไม่มีรถ ไม่มีใครช่วยพาไปหาหมอ

ต่อยอดข้อเสนอ ‘เพิ่มรอบ-ขยายพื้นที่’
สอดคล้องกับประเด็นที่ “นนทวัฒน์ บุญบา” ผู้อำนวยการมูลนิธิเส้นด้าย ระบุว่า มีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถเข้าไปพบแพทย์ได้ตามนัดหมาย ซึ่งไม่ใช่เพราะไม่ต้องการรักษา แต่เป็นเพราะ “ค่าใช้จ่ายในการเดินทางเกินจะรับไหว”
“ยิ่งในกรณีของผู้ป่วยติดเตียง ปัญหายิ่งซับซ้อน เพราะจำเป็นต้องใช้รถพยาบาลในการเดินทาง ซึ่งมีค่าบริการต่อเที่ยวอยู่ที่ราว 1,500 – 3,000 บาท ไม่ว่าจะเป็นรถจากภาครัฐหรือเอกชน ตัวเลขนี้จึงไม่ใช่เรื่องเล็กสำหรับคนในชุมชน” นนทวัฒน์ กล่าวและว่า สิ่งที่มูลนิธิเส้นด้ายวางแผนที่จะทำต่อไปในอนาคตคือการต่อยอดข้อเสนอแนะของผู้ใช้บริการ ซึ่งส่วนมากอยากให้เพิ่มจำนวนรอบต่อเดือน เนื่องจากประชาชนแต่ละคนมีจำนวนความถี่ในการเดินทางไปพบแพทย์ไม่เท่ากัน
นอกจากนั้น ยังมีข้อเรียกร้องจากประชาชนในหลายจังหวัด ที่อยากให้มีการขยายพื้นที่การให้บริการรถรับ-ส่งไปยังเขตปริมณฑล ซึ่งในอนาคตทางโครงการฯ ก็มีแผนการที่จะขยายรอบการให้บริการ ให้กับผู้ป่วยกลุ่มต่างๆ ที่จำเป็นต้องเข้ารับบริการสุขภาพอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ เช่น ผู้ป่วยโรคไต ให้ได้รับบริการบำบัดทดแทนไตอย่างไม่ขาดตอน
นนทวัฒน์ ทิ้งท้ายว่า หากใครมีความยากลำบากในการเดินทางเข้ารับบริการทางการแพทย์ สามารถติดต่อขอรับรับบริการรถรับ-ส่ง ได้ผ่าน 2 ช่องทาง คือ ทางแอพพ์ไลน์มูลนิธิเส้นด้าย @zendai และทางโทรศัพท์ 02-096-5000 กด 1 หรือสายด่วน สปสช. 1330 เพื่อจองคิวนัดหมาย ซึ่งขณะนี้สามารถนัดหมายล่วงหน้าได้ถึง 90 วัน โดยจะมีเจ้าหน้าที่รอรับสายและจัดคิวรถเพื่อไปให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

