ผู้ว่าฯแจง ‘หนี้บีทีเอส’ ต่อรองไม่ง่าย เผย ยื่นตีความ หวั่นพลาดทางคดี

30.04.25 | 13:58 น.

ผู้ว่าฯแจง ‘หนี้บีทีเอส สายสีเขียวฯ’ ต่อรองไม่ง่าย เผย ยื่นตีความ หวั่นพลาดทางคดี

เมื่อวันที่ 30 เมษายน เวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา ประธานสภากรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานการประชุม สภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สอง (ครั้งที่ 4) พ.ศ. 2568 โดยมีผู้บริหารกทม. นำโดย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกทม. พร้อมด้วยสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ทั้ง 50 เขต ตลอดจนข้าราชการกทม. เข้าร่วม

โดยวันนี้มีวาระการประชุมที่น่าสนใจหลายญัตติ หนึ่งในนั้นคือ กระทู้ถามสดของ นายนภาพล จีระกุล ส.ก.เขตบางกอกน้อย เรื่อง การดำเนินการชำระหนี้ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุง (O&M) ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 ในส่วนที่ค้างชำระ

สืบเนื่องจาก การรายงานผลของคณะกรรมการวิสามัญ เพื่อศึกษาปัญหาของโครงการนี้ ที่ได้รางานไปเมื่อ 9 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งความจริงแล้วพิจารณาแล้วเสร็จตั้งแต่เดือนมีนาคมแล้ว แต่ไม่ทราบว่าผู้ว่าฯ ทราบหรือไม่ ทำให้เกิดความล่าช้า

Advertisement

“และในส่วนของหนี้ ค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุง (O&M) ต้องบอกว่าตอนนี้ถึงกำหนดชำระมานานแล้ว แล้วก็ต้องเสียดอกเบี้ย ตอนนี้รวมทั้ง 2 ส่วน เสียดอกเบี้ยไปแล้ว 5.4 ล้านบาท ‘ห้าล้านสี่แสนบาท’ ที่เสียไป” นายนภาพลชี้

นายนภาพลระบุว่า ตอนนี้มี 3 ส่วนที่เราต้องชำระ ส่วนที่ 1. หนี้ที่ BTS ฟ้องศาลอยู่ตอนนี้ แต่ยังไม่ได้พิจารณา ยังอยู่ระหว่างการแสวงหาข้อเท็จจริง มีหนี้ค้างชำระตั้งแต่ มิ.ย.2564-ต.ค.2565 กทม.เป็นหนี้ค่าเดินรถ เป็นเงิน 10,127 ล้านบาท และมีดอกเบี้ย 2,118 ล้านบาท รวมต้องชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย เป็นเงิน 12,245 ล้านบาท ในช่วงที่ฟ้องอยู่

และช่วงหลังฟ้อง ซึ่งครบกำหนดแล้ว แต่ กรุงเทพธนาคม (KT) และ กทม. ก็ยังไม่ได้ชำระ คือหนี้ตั้งแต่ พ.ย.2565 – ธ.ค.2566 แบ่งเป็หนี้ที่ต้องชำระเฉพาะต้นเงิน จำนวน 14,235 ล้านบาท ดอกเบี้ย 8% ต่อปี ใน 1 ปีเป็นเงิน 1,264 ล้านบาท รวมชำระส่วนที่เกินกำหนดชำระ 15,499 ล้านบาท ซึ่งส่วนนี้ได้รายงานสู่สภาฯ แล้ว

“ขอเรียนถามไปยังท่านผู้ว่าฯ คำถามแรก ตอนนี้ขั้นตอนพิจารณาจากรายงาน ที่ได้รายงานไปแล้ว ณ ตอนนี้ท่านดำเนินการไปถึงไหนแล้ว เพราะวันเวลาก็เดินไป จากที่บอกตอนนี้เป็นสัปดาห์ที่ 3 อาทิตย์ละ 7 วัน ก็เป็น 21 วัน

ดอกเบี้ยจากวันนั้นถึงวันนี้ คิดเป็นเงิน 113,400,000 บาท ผ่านวันนี้ไปก็ 1.5 ล้านไปเรื่อยๆ
คำถามที่หนึ่ง ตอนนี้โครงการชำระหนี้ เดินหน้าไปถึงไหน ?” นายนภาพลกล่าว

ด้าน นายชัชชาติ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า จริงๆ แล้งเรื่อง BTS เป็นเรื่องหนักใจ เพราะเป็นเงินจำนวนมาก ที่ผ่านมาเราได้ใช้เงินจากประชาชนชำระไปแล้ว 37,700 ล้านบาท จากเงินสะสมจ่ายขาดของเรา ทางฝ่ายบริหารไม่ได้นิ่งนอนใจ

“มันมีหลายประเด็นที่เกี่ยวข้อง ทั้งในแง่ ป.ป.ช. สัญญาส่วนที่ 2 ซึ่งสภาฯ ยังไม่ได้พิจารณา มีความละเอียดอ่อนในหลายมิติ

จริงๆ แล้ว ในเรื่องรายงานของคณะกรรมการฯ ผมก็เพิ่งได้ทราบตอนที่ท่านรายงานกับสภาฯ นี้ จริงๆ แล้วขั้นตอนก็เป็นทางการ ยังแปลกใจว่า หากแล้วเสร็จตั้งแต่ มี.ค. ทำไมเพิ่งรายงานช่วงนี้ ถ้าเร่งด่วนก็ควรรีบรายงานมาเลย เราก็จะดำเนินการ ซึ่งก็มีหลายมิติที่ดำเนินการไปแล้ว”

“เราได้คุยตลอดเรื่อง BTS เพราะเป็นภาระหนัก เราเข้าใจ แต่การที่จะเอาเงินของประชาชนจ่าย สภาฯ ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน หากไม่มีรายละเอียดรอบคอบ ก็เชื่อว่า สภาฯ ก็คงไม่อนุมัติให้” นายชัชชาติกล่าว

นายชัชชาติกล่าวต่อว่า ทุกอย่างที่ทำ ต้องละเอียดรอบคอบในทุกประเด็น และต้องมีคนที่เกี่ยวข้องหลายประเด็น

“อัยการที่รับผิดชอบดูคดีให้เรา เขาจะว่าอย่างไร เรื่องคดีที่อยู่ค้างศาล เรื่องนี้ไม่ใช่จบแค่นี้ อนาคตอีก 10 มันอาจจะกลับมาหาพวกเราอีกก็ได้ พวกเราทุกคนก็ต้องร่วมกันตัดสินใจเรื่องนี้” นายชัชชาติกล่าว

ด้าน นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวถึงการชำระหนี้ ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ว่าโดยสรุปตัวเลข ชำระไปแล้วประมาณ 37,000 ล้านบาท คือ ค่างานระบบเดินรถ (E&M) และค่า O&M ตามคำพิพากษาคดีที่ 1

“ตัวที่ยังไม่ได้จ่าย อยู่ระหว่างพิจารณาตอนนี้ คือค่าจ้างเดินรถคดีที่ 2 ช่วงจ้างเดินรถตั้งแต่ มิ.ย.64 – ต.ค.65 ประมาณ 12,000 ล้าน และช่วง พ.ย.65 -ธค.67 เงินต้น+ ดอกเบี้ย ประมาณ 17,000 ล้านบาท และค่าจ้างเดินรถปี 68 อีกประมาณ 8,700 ล้านบาท ส่วนเรื่องที่ค้างอยู่ในคดี คือส่วนที่ 3” นายวิศณุกล่าว

นายวิศณุกล่าวต่อว่า การเจรจาจึงมี 3 ประเด็น คือ หนี้ที่เกินขึ้นแล้ว และหนี้อนาคต ซึ่งต้องต่อรอง เพื่อนำกลับมาให้สภาฯ พิจารณาอีกครั้ง ว่าค่าใช้จ่ายจะเป็นอย่างไร

“สิ่งที่ผู้บริหารได้ทำไปแล้ว ตั้งแต่เมื่อปลายปี คือตั้งคณะกรรมการ พิจารณาแนวทางการเร่งรัดชำระหนี้ก้อนนี้ ซึ่งเราก็แจ้งเคที ให้พิจารณาเลย ประเด็นที่เจรจาคือ 1.ขอปรับลดเงินต้น จากที่มีคอขวด สะพานตากสิน และ 2.ขอปรับลดดอกเบี้ย ให้เหลือ MLR-๑ ซึ่ง ทางบีทีเอส ยังไม่ได้ตอบ เราจึงส่งหนังสือเร่งรัดอีกครั้ง เมื่อ เม.ย. ให้ตอบอย่างเป็นทางการมา”

ในเรื่องกฎหมายและระเบียบ เราก็ได้ทำยังสือถาม ป.ป.ช. ไปว่า เรื่องค่าจ้างเดินรถคดีที่ 2 สามารถจ่ายได้หรือไม่ หากอย่าระหว่างการพิจารณของศาล ซึ่งทาง ป.ป.ช.ยังไม่ได้ตอบกลับมา รวมถึงเรายังสอบถามไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด อีกทางด้วย ซึ่งท่านมีหนังสือตอบกลับมาเมื่อวานนี้” นายวิศณุเผย

กล่าวโดยสรุป เราได้เร่งรัดดำเนินการและต่อรอง ซึ่งต้องรอทางบีทีเอส ตอบกลับมาเป็นลายลักษณ์อักษร ว่าจะสามารถปรับลด ดอกเบี้ยส่วนใดได้บ้าง

เมื่อ นายนภาพล ถามคำถามที่ 2 ดอกเบี้ยท่วมต้น กทม.ต้องคิดหนักว่าจะทำอย่างไร จะต้องรอให้ศาลพิพากษาก่อนหรือไม่ ?

นายชัชชาติกล่าวย้ำว่า ทาง กทม.พยายามทำทุกอย่างให้รอบคอบ ทุกขั้นตอนที่สุด เพราะสุดท้ายเราต้องรับผิดชอบร่วมกัน

ปัจจัยเรื่องดอกเบี้ย เราทราบอยู่ ว่าดอกเบี้ยมันเดิน เราทราบ แต่ต้องรอบคอบด้วย เพราะหากจ่ายผิดพลาดไป เราไม่สามารถอ้างได้นะว่าดอกเบี้ยมันเดินวันละ 5 ล้าน เราถึงตัดสินใจอย่างนี้ ผมเองมีความเป็นห่วงทุกคน เป็นเหตุผลที่ไปถามฝ่ายต่างๆ ให้เขาตัดสินว่า คดีมีมูลหรือไม่ ในการทำไม่โปร่งใส ของสัญญาส่วนที่ 1 ซึ่งท่านตอบมาเมื่อวานนี้ และได้ทราบว่า อัยการที่ทำ ก็เป็นชุดใหม่ ประเด็นต่างๆ ที่ชี้แจงไป ก็อาจมีมุมเห็นต่างกัน ถ้าเราไม่ถาม ป.ป.ช.นี่สิแปลก นายชัชชาติกล่าว

นายชัชชาติกล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า ต้องว่าไปตามข้อเท็จจริง และรอบคอยที่สุด ยืนยันว่าไม่ใช่ไม่จ่าย เราจ่ายหนี้ไปแล้ว 37,000 ล้านบาท ในฐานะฝ่ายบริหารต้องทำงานให้รอบคอบ เราจะแก้ปัญหานี้ร่วมกันให้เร็วที่สุด เพื่อให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน

“ส่วนเรื่องการเจราจากับบริษัท ก็ไม่ง่าย เขาก็ยืนแข็งเลย ถ้าท่านกรรมการพอจะคุยได้ อาจจะช่วยคุยให้ด้วยได้หรือไม่ ถ้าเผื่อใครรู้จักใคร ช่วยต่อรองเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ก็จะเป็นเรื่องที่ดี” นายชัชชาติกล่าว