แรงงาน บุกทำเนียบ ยื่นหนังสือ จี้ รัฐบาล สร้างหลักประกัน ให้ลูกจ้าง

1.05.25 | 14:19 น.

แรงงาน บุกทำเนียบ ยื่นหนังสือ จี้ รัฐบาล สร้างหลักประกัน ให้ลูกจ้าง

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) และสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ได้จัดกิจกรรมการเดินขบวนของผู้ใช้แรงงาน ภายในงาน ‘May Day 2025 วันกรรมกรสากล‘ เนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ 1 พฤษภาคม ประจำปี 2568 หรือ วันเมย์เดย์ โดยมีการจัดตั้งขบวนเคลื่อนขบวนแรงงานออกจากจุดเริ่มต้นที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเวลา 10.30 น. เพื่อเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล

ต่อมาเวลา 11.20 น. ขบวนเครือข่ายแรงงานเคลื่อนตัวมาถึงบริเวณทำเนียบรัฐบาล ประตู 5 โดยกลุ่มเครือข่ายและผู้ใช้แรงงานทั้งแรงงานรัฐวิสาหกิจ แรงงานเอกชน แรงงานข้ามชาติ แรงงานนอกระบบ ต่างรวมตัวกันเป็นวงกลมอยู่ที่หน้าทำเนียบฯ พร้อมชูธงสัญลักษณ์ของแต่ละองค์กร ร่วมกิจกรรมไฮไลต์ “ไม่มีกิน ไม่มีใช้ ไม่มีเกียรติ ไม่มีศักดิ์ศรี” โดยตัวแทนผู้นำแรงงานร่วมกันขว้างปาสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่สะท้อนถึงรัฐบาล เช่น รูปวงกลมกาสิโน ลูกเต๋า และถังแก๊ส

นายมานพ เกื้อรัตน์ เลขาธิการ สรส. กล่าวคำแถลงการณ์ วันกรรมกรสากล 2025 ว่า นับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุคแรก ค.ศ.1760 (พ.ศ.2303) ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อระบบการผลิต การทำงาน และวิถีชีวิตของคนงานครั้งยิ่งใหญ่ ในขณะที่คนงานต้องประสบกับการกดขี่ขูดรีดอย่างหนักทั้งเรื่องค่าจ้างที่ต่ำ สภาพการทำงานที่เลวร้าย ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานถึงวันละ 14-16 ชั่วโมง จนคนงานไม่สามารถทนอยู่ในสภาพที่เลวร้ายนั้นได้ คนงานทั้งโลกได้สำแดงพลังครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ.1886 (พ.ศ.2429) เพื่อเรียกร้องให้ได้มาซึ่ง “ระบบสามแปด” คือ “ทำงานแปดชั่วโมง พักผ่อนแปดชั่วโมง ศึกษาหาความรู้แปดชั่วโมง” การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือดเข้มข้นในประเทศต่าง ๆ เกิดการเดินขบวน ชุมนุมประท้วง และนัดหยุดงานลุกลามไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วทั้งโลก การต่อสู้ของกรรมกรล่วงเลย ถึงปี ค.ศ.1889 (พ.ศ.2432) จึงประสบชัยชนะ แต่กรรมกรต้องสังเวยชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก

Advertisement

“ต่อมาในคราวการประชุมสมัชชาสังคมนิยมสากลที่สอง มีมติกำหนดให้วันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปี เป็น “วันกรรมกรสากล” โดยเริ่มตั้งแต่ 1 พฤษภาคม ค.ศ.1890 (พ.ศ.2433) เป็นต้นมา ต่อมาภายหลัง สหประชาชาตินำเอาผลจากการต่อสู้ของกรรมกรสากลมาบัญญัติไว้ใน “ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน” รวมทั้งองค์การแรงงานระหว่างประเทศก็ได้บัญญัติหลักประกันของ “ระบบสามแปด” รวมทั้งสิทธิ เสรีภาพ ด้านต่างๆ และในทุก ๆ ปี กรรมกรทั่วทั้งโลกต่างออกมาชุมนุม เดินขบวน เฉลิมฉลอง พร้อมกับยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลของแต่ละประเทศ รณรงค์สะท้อนปัญหาของคนงานให้สังคมได้รับรู้ อีกทั้งเพื่อเป็นการรำลึกถึง วีรกรรมที่กล้าหาญ กล้าต่อสู้ กล้าเสียสละของกรรมกรในยุคนั้น” นายมานพ กล่าว

นายมานพ กล่าวอีกว่า 265 ปีนับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคแรก และ 139 ปี จากการลุกขึ้นสู้ของกรรมกรทั่วโลก จนได้มาซึ่งการทำงานใน “ระบบสามแปด” เวลาผ่านไปสำหรับประเทศไทยแล้วสถานการณ์ของคนงาน ในปัจจุบันหาได้แตกต่างจากอดีตไม่ แต่กลับเลวร้ายกว่าเดิม งานที่มั่นคงหายไปถูกแทนที่ด้วยการจ้างงานระยะ สั้น หลักประกันทางสังคมแทบไม่มี ค่าจ้างที่ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีวิตและครอบครัวที่เรียกได้ว่า “ค่าจ้างกันตาย” การทำงานอย่างหนัก มากกว่าวันละแปดชั่วโมงแลกกับค่าจ้างเพื่อให้ชีวิตอยู่รอด การจ้างงานรูปแบบใหม่ ๆ เกิดขึ้น ที่เรียกสวยหรูว่า “แรงงานอิสระ” ปราศจากการคุ้มครองทางกฎหมาย ความเสี่ยงของคนงาน ต่อการทำงานที่ไม่ปลอดภัย สำหรับพี่น้องเกษตรกรต่างต้องเผชิญกับภัยพิบัติจากความเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ โลก สินค้าที่ผลิตมาได้ราคาตกต่ำ ทุนที่ลงไปไม่คืนกลับมา หนี้สินล้นพ้นตัว ที่ดินที่เป็นปัจจัยการผลิตถูกจองจำเพื่อแลกกับการลงทุนลงแรงที่สุด ขาดทุนใช้หนี้ไม่ได้ถูกสถาบันการเงินประกาศขาย ที่สุดก็ถูกกระจาย ให้นายทุนไทย ทุนเทศยึดครองด้วยนโยบายให้เช่าที่ดิน 99 ปี

นายมานพ กล่าวต่อว่า อีกทั้ง การสนับสนุนให้กลุ่มทุนมาลงทุนในประเทศให้สิทธิประโยชน์นานัปการในแต่ละปี กว่า 400,000 ล้านบาท การจ้างงานแทบไม่มีเพราะตำแหน่ง งานถูกแทนที่ด้วย แขนกล หุ่นยนต์ ระบบ AI คนตกงานเป็นทิวแถว ที่ดินที่เคยเป็นแหล่งอาหารถูกปู้ยี่ปู้ยำ จนเลอะเทอะ เละเทะ ประเทศได้อะไรจากการสนับสนุนกลุ่มทุนเหล่านี้ ในขณะที่สินค้าเพื่อการดำรงชีพราคา พุ่งทะยานอย่างไร้การควบคุมจากรัฐ กิจการของรัฐที่เรียกว่า “รัฐวิสาหกิจ” ถูกประเคนให้กลุ่มทุนเอกชน จนร่ำรวยมหาศาลที่เรียกกันว่า “ทุนผูกขาด อำนาจเหนือรัฐ” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพลังงาน การขนส่ง การสื่อสาร โทรคมนาคม จนรัฐไร้เครื่องมือในการดูแล งบประมาณรายได้ของประเทศถูกรุมทั้งจากการคอร์รัปชันของ “ข้าราชการชั่ว นักการเมืองเลว” แพร่สะพัด นี่คือความจริง ณ วันนี้

ด้านนายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธาน สสรท. กล่าวเสริมว่า การเรียกร้องต่อรัฐบาลแต่ละยุคสมัยที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ชี้ชัดว่า คนที่มาเป็นรัฐบาลหรือแม้กระทั่ง ฝ่ายค้านล้วนแต่เป็นตัวแทนของชนชั้นนายทุน ขุนศึก เขาเหล่านั้นไม่ได้สนใจที่จะแก้ไขปัญหาของประชาชนของผู้ใช้แรงงานอย่างแท้จริง เขาวางกลยุทธ์อย่างแยบยล เพื่อให้ฝ่ายประชาชนและผู้ใช้แรงงานอ่อนแอ ยากจน การหาเสียงเลือกตั้งแต่ละครั้ง จึงอาศัยความจนของประชาชนเป็นนโยบายเพื่อแลกกับคะแนนเสียง แต่พอได้เป็นรัฐบาลแล้วก็ไม่ได้ทำตามที่หาเสียงไว้กับประชาชน ผู้ใช้แรงงาน เกษตรกร เช่น ค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทต่อวัน คนทำงานจบปริญญาตรีเงินเดือน 25,000 บาท ประกันราคาผลผลิตของเกษตรกร ลดค่าน้ำมัน ก๊าซ ไฟฟ้า ทำทันทีเพื่อให้คนไทย “มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี” แต่กลับทำในสิ่งที่ไม่ได้หาเสียงไว้ เช่น เรื่อง บ่อนการพนัน (กาสิโน) ทำพนันออนไลน์ให้ถูกกฎหมาย

นายสาวิทย์ กล่าวต่อว่า เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว พี่น้องผู้ใช้แรงงาน เกษตรกร ประชาชนทั้งหลาย จำต้องคิดและตระหนักว่า เราควรทำเช่นไรเพื่อปกป้อง คุ้มครองชีวิตของเรา ครอบครัวของเรา ประชาชน สังคมของเราและประเทศชาติให้เดิน ไปในทิศทางที่เรามุ่งหวัง ความสามัคคีในหมู่ผู้ใช้แรงงาน ประชาชน จึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นยิ่งในห้วงเวลานี้ แม้บางเรื่องเราอาจเห็นต่างกันแต่เราสามารถพูดคุยถกเถียงกันได้ในหมู่พวกเรา แต่เราต้องมีเป้าหมาย เดียวกันที่จะเยียวยา ฟื้นฟูชีวิตของเรา สังคมและประเทศชาติของเรา ให้เดินไปในทิศทางที่เราต้องการ การจัดตั้งรวมกลุ่มกันเพื่อสร้างอำนาจการต่อรองจึงเป็นเรื่องสำคัญ สร้างเครื่องมือ กลไกในการทำงานร่วมกัน เพื่อชีวิตและสังคมที่มีความสุขและยั่งยืน นั่นคือ สิ่งเดียวที่จะเป็นหลักประกันให้แก่พวกเรา นั่นคือข้อเสนอ เนื่องใน “วันกรรมกรสากล” ในปี 2025 “สามัคคีกรรมกร ต้านทุนนิยมครองโลก สร้างสังคมใหม่ ประชาธิปไตยประชาชน”

ต่อมานายมานพและนายสาวิทย์พร้อมด้วยเครือข่ายผู้ใช้แรงงานร่วมยื่นหนังสือข้อเสนอวันกรรมกรสากล ปี 2025 ถึงน.ส. แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยมีนายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เป็นตัวแทนฝ่ายรัฐบาลรับหนังสือดังกล่าว โดยมีผู้แทนจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกระทรวงแรงงานเข้าร่วม

นายสมคิด กล่าวว่า ขอบคุณพี่น้องผู้ใช้แรงงานทุกคนในวันนี้ มีหลายเรื่องที่ได้รับข้อเรียกร้องไปซึ่งมีทั้งเรื่องที่ก้าวหน้าไปบ้างแล้ว และยังมีที่ไม่มีความคืบหน้า จริง ๆ รัฐบาลรับฟังเสียงของทุกท่าน จากการรับหนังสือในวันนี้ เดี๋ยวจะมีการเชิญชวนเครือข่ายแรงงานอีกครั้งหนึ่งเพื่อมาพูดคุยกันถึงขั้นตอนต่าง ๆ ทุกครั้งที่มา ตนมีหน้าที่ลงมาพูดคุยโดยที่ไม่เคยคิดว่าพี่น้องผู้ใช้แรงงานเป็นคนอื่น รัฐบาลพร้อมจะรับฟังเสียง ส่วนการจะดำเนินการอย่างไรนั้นก็มีหลายภาคส่วน

“เนื่องในวันแรงงาน ผมได้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่มารับเรื่องทุกครั้ง ทั้งนี้ ขอให้พี่น้องผู้ใช้แรงงานแข็งแรง สุขภาพดี มีความสุข ต่อสู้กับเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต” นายสมคิด กล่าว