กก.จัดการภาวะฉุกเฉินฯ ถกนัดแรก เฝ้าระวัง 7 สถานการณ์เสี่ยง ปรับปรุง GIS รับภัยทุกประเภท
วันนี้ (3 พฤษภาคม) นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์เหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ทำให้เห็นว่าภาวะฉุกเฉินทางธรรมชาติสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดคิด และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตและระบบบริการสาธารณสุข การเตรียมความพร้อมและการบริหารจัดการภาวะฉุกเฉินต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการ สธ. จึงได้ลงนามคำสั่งเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2568 แต่งตั้ง คณะกรรมการอำนวยการแผนด้านการสร้างระบบการจัดการภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข โดยมี นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัด สธ. เป็นประธาน และมี 54 หน่วยงานร่วมเป็นกรรมการ เพื่อจัดทำแผนให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ.2561-2580) แผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ.2564-2570 และกรอบการดำเนินงานเซนไดเพื่อการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ พ.ศ.2558-2573 พร้อมจัดทำโครงสร้างระบบบัญชาการเหตุการณ์และแผนปฏิบัติการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยด้านการแพทย์และสาธารณสุขทุกประเภทภัย รวมถึงอำนวยการดำเนินงานทั้งด้านการป้องกัน การลดผลกระทบ การเตรียมความพร้อมรองรับตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน และการฟื้นฟูให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ
นพ.วีรวุฒิกล่าวว่า คณะกรรมการอำนวยการฯได้จัดประชุมนัดแรก เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีการรายงานผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยด้านการแพทย์และสาธารณสุข พ.ศ.2566-2570 ในรอบ 6 เดือน ของปีงบประมาณ 2568 ทราบว่ามีการพัฒนาและขับเคลื่อนระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์เพื่องานสาธารณสุขฉุกเฉิน (GIS) ประกอบด้วย แอพพลิเคชั่นที่หลากหลาย ทั้งแผนที่ ทะเบียนรายชื่อผู้เชี่ยวชาญ และระบบบันทึกข้อมูล ซึ่งสามารถนำเข้าข้อมูลได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบได้ทันท่วงที ซึ่งจะบูรณาการการใช้ระบบ GIS กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างความร่วมมือเชื่อมโยงระบบข้อมูล และประเมินการใช้งานเพื่อพัฒนาปรับปรุงระบบให้ครอบคลุมภัยทุกประเภท โดยจัดทำแผนปฏิบัติการเฉพาะโรคและภัยสุขภาพ เช่น แผ่นดินไหว อุทกภัย ฝุ่น PM2.5 เป็นต้น รวมถึงรายงานผลการดำเนินงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีแผ่นดินไหว และการช่วยเหลือในประเทศเมียนมา โดยให้มีการถอดบทเรียนเพื่อเตรียมพร้อมรับมือเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และเสนอให้ยกระดับทีมปฏิบัติการฉุกเฉิน โดยมีทีม EMT Type1 Mobile ระดับเขตสุขภาพ เขตละ 1 ทีม และทีม EMT Type1 Fixed ระดับส่วนกลาง 1 ทีม
“ที่ประชุมยังเห็นชอบแนวทางการพัฒนาทีมปฏิบัติการฉุกเฉินทางการแพทย์ ตามข้อเสนอของกรมการแพทย์ และรับทราบถึงสถานการณ์ความมั่นคงที่อาจกระทบต่อระบบสาธารณสุขที่ต้องให้ความสำคัญภายใต้แผนเตรียมความพร้อม ได้แก่ ภาวะโลกร้อน ปัญหาด้านบริหารจัดการสาธารณสุขชายแดน ภัยพิบัติทางธรรมชาติ/ภัยจากการรั่วไหลของสารเคมีและรังสี อาชญากรรมทางไซเบอร์ อาชญากรรมข้ามชาติและการก่อการร้าย การขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ในภาวะวิกฤต รวมถึงการเกิดโรคติดต่ออุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำ” นพ.วีรวุฒิกล่าว

