WHO ร่อนหนังสือถึง สธ. แนะแก้ พรบ.สสส.ต้องมีงบประมาณที่เพียงพอ
จากที่กระทรวงสาธารณสุขจัดประชาพิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่…) พ.ศ….เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ครั้งที่ 1 ในวันที่ 31 มีนาคม และจะจัดขึ้นครั้งที่ 2 ในวันที่ 3 เมษายนนั้น องค์การอนามัยโลก โดย ดร.แดเนียล เอ. เคอร์แทสซ์ (Dr.Daniel A. Kertesz) ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทยได้ทำหนังสือถึงกระทรวงสาธารณสุข แสดงความเห็นกรณีการแก้ไขร่าง พ.ร.บ. ว่า การสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ช่วยลดผลกระทบทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากความเจ็บป่วย มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ เวทีในการตัดสินใจด้านนโยบายระหว่างประเทศต่างๆ ทั้งสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ และสมัชชาสุขภาพโลก ล้วนเห็นพ้องว่าประเทศต่างๆ ควรมีกลไกทางการเงินที่ทันสมัย เพียงพอ และยั่งยืน เพื่อรองรับงานด้านการสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ดังนั้น กองทุนที่มีลักษณะคล้ายกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงถูกจัดตั้งขึ้นทั่วโลก และองค์การอนามัยโลกตระหนักดีว่า สสส. มีสถานะเป็นผู้นำในเรื่องดังกล่าวในไทยและต่างประเทศ ผ่านการดำเนินงานด้านต่างๆ ที่ผ่านมา สสส.มีส่วนช่วยผลักดันให้นโยบายใหม่ๆ เช่น การควบคุมยาสูบเกิดขึ้น ช่วยขยายโครงการด้านความปลอดภัยทางถนนให้มีประสิทธิภาพและทันสมัย
“สสส.และโครงการอื่นๆ ที่มีลักษณะคล้ายกันทั่วโลก ประสบความสำเร็จ เพราะยืนหยัดอยู่บนหลักพื้นฐานที่ชัดเจน และพิสูจน์แล้วว่าได้ผล หนึ่งในนั้นคือความเป็นอิสระในการตัดสินใจ ซึ่งความเป็นอิสระด้านการเงิน การดำเนินการ และนโยบาย ทำให้ สสส.สามารถทำงานร่วมกับภาครัฐและเอกชนได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ยังทำให้ สสส.มีความยืดหยุ่นสามารถปรับกลยุทธ์การทำงานให้เหมาะสมกับโอกาสและความท้าทาย โดยไม่ติดอยู่กับข้อจำกัดโครงสร้างงานด้านสุขภาพเดิม และรับมือกับความท้าทายด้านนโยบายที่หลากหลายได้เป็นอย่างดี”
ดร.แดเนียลระบุอีกว่า หลักการที่สำคัญมากต่อประสิทธิผลของงานด้านสร้างเสริมสุขภาพคือการมีทรัพยากรที่เพียงพอ และมั่นคง จึงจะช่วยให้มาตรการต่างๆ เกิดความยั่งยืน และมีส่วนสนับสนุนวิสัยทัศน์ด้านการสาธารณสุขของไทยในระยะยาว ทั้งนี้ ไทยใช้งบประมาณด้านสุขภาพประมาณร้อยละ 10 ในเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของโลกและน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศพัฒนาและกำลังพัฒนาบางประเทศมาก ดังนั้น ไทยต้องใช้จ่ายด้านนี้มากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง ยกตัวอย่างกรณีการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ค่าใช้จ่ายในการให้บริการด้านสุขภาพระดับทุติยภูมิและตติยภูมิแก่ผู้สูงอายุ จะมากขึ้นเรื่อยๆ และจะเริ่มสร้างแรงกดดันต่อระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าและงบประมาณของประเทศในไม่ช้า วิธีที่ดีที่สุดในการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพคือการเพิ่มการลงทุนในกิจกรรมเพื่อสนับสนุนและสร้างเสริมสุขภาพ นอกจากนี้ พันธะสัญญาของไทยในการบรรลุเป้าหมายของโลก ทั้งเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และปฏิญญาว่าด้วยโรคไม่ติดต่อและว่าด้วยความปลอดภัยทางถนนของสหประชาชาติ ล้วนต้องการการลงทุนในด้านนี้ที่มากขึ้น
“องค์การอนามัยโลกมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ร่วมงานกับ สสส.อย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนหลักการต่างๆ ที่เป็นหัวใจแห่งความมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลของ สสส. กล่าวคือความเป็นอิสระในการทำงานที่หลากหลายรอบด้าน และความเพียงพอและมั่นคงด้านการเงินในระยะยาวในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อพัฒนาสุขภาพของประชาชนไทย”

