เข้าใจวิถีมอแกนหมู่เกาะสุรินทร์ อย่ามองแค่ผิวเผิน แล้วปะติดปะต่อ

5.05.25 | 12:20 น.

เข้าใจวิถีมอแกนหมู่เกาะสุรินทร์ อย่ามองแค่ผิวเผิน แล้วปะติดปะต่อ

วันที่ 5 พฤษภาคม เฟซบุก Wind Mahattanasakul ของ นายภัทรวิน มหัธนสกุล ช่างภาพอิสระ ซึ่งมีความผูกพันกับชาวมอแกน ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ ได้โพสต์ บทความ ภายหลังที่ ทราย สก๊อต ออกมาพูดเรื่อง บริษัททัวร์ ใช้แรงงานเด็กชาวมอแกน โดยมีเนื้อหาต่อไปนี้

บริบทของมอแกนแห่งเกาะสุรินทร์วิถีชีวิตและการเลี้ยงชีพ

เราเองเป็นคนที่เข้าออกหมู่บ้านมอแกน หมู่เกาะสุรินทร์บ่อยพอสมควร ฤดูที่กำลังจะปิดอยู่ก็ไป 3 รอบ เกือบ 10 ปีหลังไปเป็น10รอบจนไม่ได้นับแล้ว ผูกพันกับชาวบ้านมอแกน ผู้นำชุมชน ผู้เฒ่า ครู อนามัย เข้าใจวิถีชีวิตความเป็นอยู่การพึ่งพาประกอบอาชีพหารายได้ของมอแกนกับอุทยาน(ที่มาทีหลัง)พอสมควร เห็นมีคนทำคอนเทนต์ บางคนสื่อสารบางส่วนเกี่ยวกับมอแกนและอุทยาน มก.สุรินทร์แบบมีความเข้าใจที่ผิด ในฐานะคนที่พอเข้ามาพื้นที่ไม่ใช่นักอนุรักษ์ ไม่ได้ทำกิจการหรือคอนเทนต์ เลยมีเรื่องจะเล่าจากมุมเราเองแบบนี้

Advertisement

มอแกนอาศัยอยู่แถบหมู่เกาะสุรินทร์มานานชั่วอายุคน อยู่หลายหาดกระจัดกระจายตามหมู่เกาะแถบนี้ สุรินทร์ สิมิลันและทางพม่า บ้างก็อยู่และใช้ชีวิตบนเรือแต่หลังๆมาอยู่บ้านบนหาดกันหมดแล้ว หลังสึนามิ ทางการไทยให้เขามาอยู่รวมกันที่อ่าวบอน มก.สุรินทร์ เพื่อการบริหารจัดการต่างๆอย่างเป็นระเบียบภายในพื้นที่อุทยาน มีทักษะการขับเรือหางยาว เป็นไกด์ในพื้นที่ รู้จักอ่าว รู้จักปลาปะการัง เกิดและเติบโตกับท้องทะเล เชี่ยวชาญการดำน้ำลึกสูงสุดถึง 30 เมตร+ เดิมหาปลาหอยปูและทุกสิ่งจากท้องทะเลและป่าบนเกาะ

ปัจจุบัน ชีวิตความเป็นอยู่จากกินอยู่กับทะเลก็ปรับตัวเข้ากับการท่องเที่ยวปีละ 6-7 เดือนที่ฤดูเปิด ด้วยการทำงานในธุรกิจท่องเที่ยว มีหลายหน้าที่ในพื้นที่ เช่น ผู้ใหญ่ขับเรือหางยาว/เป็นไกด์ให้บริษัททัวร์ วัยรุ่นหน่อยก็จะเป็นเด็กเรือสปีดโบ๊ท หรือไกด์พื้นที่พาลูกค้าดำน้ำ เขาจะอยู่กินกับบริษัท อาหารฟรีตลอดทุกมื้อและทำงานค่าจ้างเป็นรายวัน ผู้หญิงบางคนเป็นพนักงานจ้างโดยอุทยานฯทำความสะอาด จัดเก็บที่พักต่างๆพวกนี้ก็จะกินฟรีมีเรือรับส่ง แต่ก็มีระเบียบสำหรับมอแกนที่เข้าใจตรงกัน

คนขับเรือหางจะมีทั้งแบบมีเรือของตัวเอง ให้เช่าเหมาลำ หรือถ้าทำงานให้บ.ทัวร์ก็ได้ค่าจ้างและได้น้ำมันเติม) ถ้ามาขับเรือหางของบริษัททัวร์ก็จะได้ค่าจ้างรายวันแทน กินอยู่ตามความสะดวกและการทำงาน เด็กไกด์ก็จะทำงานได้ค่าจ้างรายวันกับบริษัททัวร์ พาลูกค้าดำน้ำ เช้าบ่ายหรือตามเรือลูกค้าเหมา มาทำงานก็ได้ค่าจ้างหยุดเองก็จะไม่ได้ อุทยานบริษัททัวร์ต่างก็จ้างมอแกนทำงานหลายอย่าง มากน้อยตามจำนวนนักท่องเที่ยวและงานที่ต้องทำ ส่วนใหญ่เป็นลูกจ้างรายวัน ไม่ขี้เกียจมาทำงานก็ได้ค่าจ้าง ไม่มาก็ไม่ได้เงิน กินฟรีมีเวลาพักมีเงินเดือนตามแต่หน้าที่

ค่าจ้างกับอุทยานเท่าที่รู้ก็น้อยแหละ 4000 บาทต่อเดือน แต่จำนวนชั่วโมงน่าจะแค่ 4-5 ชมต่อวัน ตั้งแต่แปดโมงกว่ามีพักเที่ยง บ่ายสองกว่าก็เตรียมขึ้นเรือกลับหมู่บ้านละ มีข้าวให้กินและมีเวลาพักเยอะพอสมควร ถ้าทำงานเสร็จเร็วมีความรับผิดชอบ ก็ไปพักได้เขาไม่ได้ใช้แรงงานหนักขนาดนั้น แต่ถ้าทำกับบริษัททัวร์ได้เยอะกว่านี้แน่นอนน่าจะเปนหมื่นแล้วแต่หน้าที่ความสามารถ กินข้าวฟรีเช่นกันแทบไม่ต้องจ่ายอะไร

เด็กที่ไปดำน้ำหรืออยู่ที่อุทยานส่วนใหญ่ก็จะเป็นช่วงปิดเทอมหรือโรงเรียนหยุด ตามพ่อแม่มาช่วยงานสนุกตามประสา ช่วยเข็นรถเข็น แบกที่นอน โดดว่ายน้ำดำน้ำสนุกไปกับลูกค้าด้วย เขาไม่ใช่แรงงานจริงจังหรือแรงงานเด็กแบบที่ใครเข้าใจแค่เพียงเห็นผิวเผิน แต่เด็กๆเขามาช่วยพ่อแม่ทำงาน ดิ้นรนปรับตัวเข้ากับพื้นที่และใช้ทักษะความเชี่ยวชาญความเป็นมอแกนที่อยู่กับทะเลเรียนรู้และสร้างรายได้ให้เขาได้ในอนาคต แม้วันนี้จะได้ข้าวกินได้สินน้ำใจเป็นไอศกรีมเล็กๆน้อยๆเขาก็มีความสุขแล้ว แต่อนาคตเขาทำงานเป็นก็จะมีรายได้ เขาไม่ได้ขี้เกียจ งอมืองอเท้านะเขารู้ว่าต้องทำงานมีอาชีพถึงจะมีรายได้ เขาเรียนรู้อยู่กับการท่องเที่ยวไม่ใข่แค่วิถีชีวิตแต่รู้ว่ามันคือรายได้เลี้ยงครอบครัว

ที่หมู่บ้านความเป็นอยู่เริ่มหนาแน่น ครอบครัวขยายพื้นที่จำกัดคงจะดีถ้าเขาได้มีที่อยู่เพิ่ม สร้างบ้านขยับขยายแต่อุทยานก็ควบคุมการใข้พื้นที่ของเขาให้อยู่ในวงจำกัด คงต้องเป็นเรื่องที่ผู้นำชุมชนชาวบ้านกับอุทยานได้เข้าใจและอยู่ร่วมกัน ที่หมู่บ้านมีผู้เฒ่าผุ้แก่ ผู้นำชุมชน ครู 3-4 คนสลับเปลี่ยนเข้ามาสอนในศูนย์การเรียนรู้ (กศน.) เด็กมีกว่า 13x คนต่างระดับกันตั้งแต่อนุบาลจนถึง ม.3 มีครูทั้งจากบนฝั่งและครูที่เป็นมอแกนจบครุศาสตร์ กลับมาสอนเด็กๆบนเกาะด้วย การเรียนการสอนอาจจะติดขัดบ้างจากความห่างไกลแต่ครูก็เสียสละและรักเด็กๆมาก สร้างอนาคตให้เด็กๆเรียนดีหลายๆคนมีโอกาสได้รับรางวัล ได้แสดงทักษะความรู้ในหลายๆที่ทั้งภูเก็ตและกทม. สอนให้เด็กเขียนอ่านภาษาไทย สื่อสารกับนักท่องเที่ยวไทยอังกฤษขายของและยังไม่ลืมภาษามอแกนของตัวเอง

หมู่บ้านมีคุณป้าหนุ่ย อนามัยชุมชนที่ตรวจสุขภาพเด็ก และคนในหมู่บ้านเวลาเจ็บป่วย (ล่าสุด ให้เด็กเก็บขี้มาส่งเอาไปตรวจถ้าใครไม่มีพญาธิจะได้คะแนนเต็ม) มีการปลูกฝังให้รักษาความสะอาด เก็บขยะเก็บขวดมาขายครูสร้างรายได้ หาดและบ้านทุกคนจะสะอาดเพราะไม่ต้องการให้นักท่องเที่ยวไม่อยากมา มุ่งแต่สร้างความประทับใจ ไม่หลอกขายของใคร ไม่ขโมยของ ไม่ขอเงิน ผู้นำครอบครัวหรือผู้หญิงจะทำของที่ระลึกขาย สร้อยคอ ลูกปัด เรือ สัตว์ทะเลแกะสลักต่างๆนานา เด็กๆจะขายของจากพ่อแม่ที่ใต้ถุนบ้าน สร้อยข้อมือข้อเท้า กระเป๋า บาติค เรือ สัตว์แกะสลักสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวให้เขาได้วันละหลายพัน บางทีก็จะพาลูกค้าเดินเที่ยวหมู่บ้านพาไปจุดชมวิวได้เงินเล็กๆน้อยๆ เพื่อเอาไปทำอะไร เพื่อเก็บเงินไว้ซื้อข้าวสาร อาหารตุนในช่วงมรสุม ปิดเกาะไม่มีนักท่องเที่ยว กลับไปหากินกับทะเลในรูปแบบของชีวิตเขาจริงๆทีีไม่ใช่การท่องเที่ยว

นี่คือชีวิตมอแกนในบริบทที่ปรับเข้ากับพื้นที่ฤดูกาลและผู้คนรอบตัว วิถีเขาอาจหายไปบ้างตามกาลเวลาแต่ก็ยังมีคนหลายๆคน มีผู้นำชุมชน มีครู มีอนามัย มีอุทยานและมีหน่วยงานมากหน้าหลายตาในพื้นที่ที่เข้ามาให้การศึกษาสนับสนุนตลอด ให้เขามีงานทำมีรายได้ ใช้ทักษะเฉพาะตัวเป็นอาชีพหาเลี้ยงปากท้องและอยู่กับท้องทะเลและหมู่บ้านที่เขารักและผูกพัน

พวกเขาไม่อยากจากหมู่บ้านเขาไปหรอกเพราะเขาเกิดและมีชีวิตอยู่กับท้องทะเลที่นี้เปรียบเสมือนบ้านของเขา เขารักหวงแหนดูแลบ้านของเขา อุทยาน บ.ทัวร์ ก็ช่วยเหลือสนับสนุนเขาให้มีงานทำมีรายได้ ที่เราเห็นพวกสิ่งของการขนส่งบ.ทัวร์และอุทยานก็ช่วยเหลือมอแกนตลอด ความเป็นอยู่ไม่ได้ย่ำแย่ขาดหน่วยงานหรือคนดูแลแบบนั้น ต่างคนต่างพึ่งพิงกันเพราะบริบทต่างๆมากกว่า

สิ่งเหล่านี้คือตั้งใจพิมพ์มาก ในฐานะแค่คนหนึ่งที่เข้าไปคลุกคลีผูกพันกับมอแกนแห่งหมู่เกาะสุรินทร์ ผมไม่ใข่นักอนุรักษ์ ไม่ใช่นักวิชาการ ไม่ได้คนมีพลัง ไม่ต้องการอยากจะตอบโต้อะไร แค่เป็นคนที่รักทะเล รักเกาะสุรินทร์ เข้าใจวิถีชีวิตมอแกน และอยากจะให้มุมมองอีกหลายๆมุมมองจากคนที่เข้าไปพูดคุยสัมผัสและเข้าใจเขามากกว่าที่จะเข้าไปแค่ไม่กี่ครั้งแล้วไม่เห็นภาพรวม ไม่ดูบริบทของทั้งคน ชาวบ้าน และอุทยาน ไม่เคยอยู่กินหรือใช้ชีวิตกับมอแกน มาตัดสินจากฟังความคนละนิดละหน่อยแล้วไปปะติดต่อเรื่องราวมโนเอาเองไปซะหมด มุ่งแต่สร้างคอนเทนต์โจมตีคนอื่นโดยที่ไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบางอย่างแท้จริง

ช่วยกันผลักดันส่งเสริมสิทธิวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของมอแกนเพื่อเขาจะสามารถปรับตัวกับบริบทโลกที่เปลี่ยนไป วิถีเขามีประโยชน์กับการท่องเที่ยวในชุมชน ทะเลสถานที่ๆเขาเกิดเติบโตและหาเลี้ยงปากท้องก็ให้เขามีอาชีพที่เขาเชี่ยวชาญไปเป็นแรงงานคุณภาพไป ไม่ใช่การทำบ.ทัวร์ไม่มีผลดีกับวิถีเค้าบ้างอย่างนั้นแหละ ขับเรือ ดำน้ำ ?? ผลิตของที่ระลึก แกะสลัก ทำเรือโบราณ พวกนี่ไม่ถูกงั้นหรอ มีหลายภาคส่วนหน่วยงานเข้ามาช่วยเหลือ ผมเองเป็นคนนอกที่ส่งเสริมอาชีพวัสดุอุปกรณ์ให้เขาทำกิน เรามุ่งสร้างแรงผลักดันทำงานร่วมกับชุมชนอุทยาน บริษัททัวร์ หน่วยงานต่างๆเพื่อที่จะให้มอแกนอยู่กับทะเลร่วมกัน แบบเดียวกับคนที่อยู่กับป่า ไม่ดีกว่าหรือ?? หรือจะมุ่งแต่สร้างคอนเทนต์ และสื่อสารด้วยการปะติดเรื่องราว สร้างความเข้าใจผิดแค่ผิวเผินไม่ได้สัมผัสกับความเป็นอยู่และเข้าใจตัวตนของเขาอย่างแท้จริงในโลกที่เปลี่ยนไปเลย

ปล.รูปภาพครูและชาวบ้านได้รับการอนุญาตจากครูเรียบร้อยแล้ว

นายภัทรวิน ให้สัมภาษณ์ กับมติชนออนไลน์ ว่า ตนไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับทางกรมอุทยานฯ และบริษัททัวร์ แต่เรื่องที่ตนเขียนออมานั้น คือเขียนจากประสบการณ์ที่ได้เข้าไปเรียนรู้และคลุกคลีกับชาวมอแกนในพื้นที่นานพอสมควร  ตนเห็นว่า สิ่งที่ทรายพูดนั้นแค่ เรื่องผิวเผิน และเป็นการเอาข้อมูลมาปะติดปะต่อกันเท่านั้น เขาควรจะเข้าในใจบริบทความเป็นอยู่ของชาวบ้านมากกว่านี้ ทั้งนี้ คนที่ทำงาน ต้องได้รับค่าตอบแทนเป็นเรื่องที่ควรจะเกิดขึ้น

#มอแกน #ทรายสก๊อต #หมู่เกาะสุรินทร์

 ภาพ ภัทรวิน มหัธนสกุล