อ.สถาปัตย์ ศิลปากร ยกกรณีดัง ต่างประเทศ หลังเรียกร้องใช้ซากตึก สตง. สร้าง อนุสรณ์สถานแห่งความน่าละอายรัฐราชการไทย ชี้ ตามหลักการรัฐบาลต้องเป็นเจ้าภาพ แนะประกวดแบบสาธารณะ ย้ำต้องมี 3 ส่วนหลัก อนุสาวรีย์-พิพิธภัณฑ์-ลานกิจกรรม
สืบเนื่องกรณี ศาสตราจารย์ ดร. ชาตรี ประกิตนนทการ อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เรียกร้องใช้พื้นที่ถึง สตง. ถล่ม สร้าง ‘อนุสรณ์สถานแห่งความน่าละอายรัฐราชการไทย’ เนื่องจากการพังทลายของตึก สตง. คือรูปธรรมที่เปิดเปลือยให้เราเห็นว่าสังคมไทยกำลังอยู่ในก้นเหวที่ลึกที่สุดของความล่มสลายในระบบความโปร่งใสของรัฐราชการไทย โดยได้รับความสนใจอย่างมาก ซึ่งความคิดเห็นในโลกออนไลน์ส่วนใหญ่ตอบรับข้อเสนอ
เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ศาสตราจารย์ ดร. ชาตรี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับ ‘มติชน’ ว่า สังคมจำเป็นต้องผลักดัน ณ ช่วงเวลาที่กระแสยังคงสูงอยู่นี้ ให้เกิดสิ่งที่ยั่งยืนระยะยาวกว่า นั่นก็คือ การเปลี่ยนพื้นที่ สตง. Ground Zero ให้กลายเป็นอนุสรณ์สถาน เพื่อส่งต่ออารมณ์ความรู้สึก ความเจ็บปวด ความสะเทือนใจ ที่เกิดจากความล้มเหลวที่ไม่น่าให้อภัยของระบบราชการแบบไทยๆ ไปสู่คนรุ่นต่อไป
อนุสรณ์สถานแห่งนี้จะเป็นบทเรียนให้แก่รัฐราชการไทยในการปฏิรูปตนเองสู่อนาคต คอยย้ำเตือนข้าราชการทั้งหมดให้ตระหนักว่า ครั้งหนึ่ง ภายใต้ความเละเทะของระบบที่แม้กระทั่งหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบความโปร่งใสของระบบ ยังล้มเหลวเองจนก่อให้เกิดโศกนาฎกรรมครั้งใหญ่ได้”
เมื่อถามว่า หน่วยงานใดควรเป็นเจ้าภาพ ศาสตราจารย์ ดร.ชาตรี กล่าวว่า โดยหลักการ เมื่อพิจารณาจากกรณีศึกษาต่างประเทศ เจ้าภาพคือ ‘รัฐบาล’ ซึ่งส่วนตัวอยากเสนอว่า อนุสรณ์สถานแห่งนี้ควรเริ่มต้นด้วยการทำโครงการประกวดแบบสาธารณะ และควรมีองค์ประกอบหลักอย่างน้อย 3 ส่วน ดังต่อไปนี้
1.อนุสรณ์สถาน เพื่อระลึกถึงผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม ระบุชื่อนามสกุล อายุ อาชีพ ไปจนถึงความใฝ่ฝันที่ต้องพังทลายลงไปพร้อมกับชีวิตของพวกเขา อาจออกแบบในลักษณะอนุสาวรีย์หรือพื้นที่ลักษณะพิเศษบางประการที่สามารถรีดเค้นความรู้สึกสะเทือนใจให้แก่ผู้มาเยี่ยมเยือน
2. พิพิธภัณฑ์ ที่พูดถึงโครงสร้างรัฐราชการไทยและความผิดพลาดต่างๆ ที่เกิดขึ้น ตลอดจนความเสียหายและความสูญเสียทั้งหมดจากการทำงานที่ผิดพลาด รวมไปถึงพื้นที่ที่พูดถึงการสร้างวัฒนธรรมความรู้สึกละอาย เน้นย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของการรู้สึกละอาย ตลอดจนการปลูกฝังวัฒนธรรมแห่งการรับผิดชอบต่อคนอื่นและต่อสังคม
3. พื้นที่ลานกิจกรรม สำหรับจัดกิจกรรมทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับประเด็นของอนุสรณ์สถาน ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมรำลึกถึงเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม หรือโศกนาฎกรรมอื่นๆ ที่เกิดขึ้นโดยรัฐ ซึ่งพื้นที่ส่วนนี้สามารถใช้เป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับคนทั่วไปได้ในเวลาเดียวกัน
“แม้ผมจะพูดเสมอว่าแนวคิดนี้เป็นเพียงความฝันที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นจริง แต่อีกใจหนึ่งก็หวังอยู่ลึกๆ ว่าจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น
เราไม่สามารถฟื้นชีวิตคนที่ตายไปแล้วขึ้นมาใหม่ได้ แต่เรามีสิทธิ์เต็มที่ที่จะกำหนดว่าความผิดพลาดเหล่านั้นจะถูกลืม หรือจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง” ศาสตราจารย์ ดร.ชาตรี กล่าว

