สสจ.มุกดาหาร สรุป ‘ต้นตอ’ แอนแทรกซ์ ยันคลี่คลาย มั่นใจกำจัดเชื้อ 18 จุดที่ฝังกลบแล้ว

7.05.25 | 13:00 น.

สสจ.มุกดาหาร เผย แอนแทรกซ์ คลี่คลาย รู้ต้นตอเชื้อ-เฝ้าระวังโรคครบกำหนด มั่นใจกำจัดเชื้อ 18 จุดตามที่ชาวบ้านเอาเนื้อฝังกลบเรียบร้อยแล้ว

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม นพ.ณรงค์ จันทร์แก้ว นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยถึงสถานการณ์เฝ้าระวังโรคแอนแทรกซ์ในพื้นที่ ต.เหล่าหมี อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร ว่า วันนี้เป็นวันที่ครบกำหนดเฝ้าระวังโรคในผู้สัมผัสเชื้อแอนแทรกซ์ 98 ราย เท่ากับว่าตอนนี้ผู้สัมผัสในพื้นที่ทั้ง 636 ราย ผ่านการเฝ้าระวังโรคตามกำหนดแล้ว สรุปยอดการป่วยสะสม 4 ราย เสียชีวิต 1 ราย

โดยผู้สัมผัสโรคทุกคนได้รับยากินป้องกันการติดเชื้อครบ 7 วันทุกคน สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ขอย้ำเรื่องการกินเนื้อสัตว์ต้องปรุงสุกเท่านั้น ซึ่งชาวบ้านมีความตระหนักรู้เรื่องโรคแอนแทรกซ์ขึ้นมาก และยังกลัวที่จะกินเนื้อสัตว์ แต่เราก็ย้ำว่าถ้ากินปรุงสุกก็จะปลอดภัย

นพ.ณรงค์กล่าวว่า เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดมุกดาหารได้ร่วมกับทีมสอบสวนโรค สสจ.มุกดาหาร ลงพื้นที่บริเวณริมแม่น้ำโขง เพื่อเก็บตัวอย่างสิ่งแวดล้อมน้ำ ทั้งดิน น้ำ หินและหญ้า เนื่องจากมีรายงานว่าเคยพบซากวัวลอยมากับน้ำแล้วมาติดที่ริมฝั่ง โดยได้ส่งตัวอย่างเชื้อไปตรวจที่ศูนย์วิทยาศาสตร์ของกรมปศุสัตว์ใน จ.ขอนแก่น คาดว่าจะทราบผลในวันที่ 9 พฤษภาคม

นพ.ณรงค์กล่าวว่า ผลการสอบสวนโรคในพื้นที่การชำแหละเนื้อวัว ที่มีรายงานว่ามีการชำแหละเนื้อวัวใน 2 วง คือ วงที่ 1 วันที่ 12 เมษายน และวงที่ 2 วันที่ 28 เมษายน ขณะนี้สามารถเชื่อมโยงเหตุการณ์ได้แล้ว คือทั้ง 2 วงชำแหละเนื้อวัวในพื้นที่เดียวกัน เป็นสวนยางในบ้านโคกสว่าง ต.เหล่าหมี อ.ดอนทราย เพียงแต่มีการชำแหละคนละวันกัน ซึ่งผู้ป่วยรายที่ 1 ที่เสียชีวิต มีประวัติชำแหละเนื้อในวงที่ 1 โดยมีอาการป่วยในวันที่ 24 เมษายน จึงไม่ได้เข้ามาร่วมชำแหละเนื้อในวงที่ 2 แต่เพื่อนที่เป็นผู้ป่วยรายที่ 2 มีประวัติร่วมชำแหละเนื้อในวงที่ 2

“ถือว่าสถานการณ์สอบสวนที่มาของการเจอเชื้อนั้นคลี่คลายแล้ว สรุปได้ว่าเป็นการชำแหละเนื้อในพื้นที่เดียวกันแต่คนละเวลา ซึ่งสาเหตุการติดเชื้อคาดว่ามาจากการชำแหละในวงที่ 1 และไม่มีการทำความสะอาด จึงมีสปอร์เชื้อในดินและสิ่งแวดล้อม และเมื่อมีการชำแหละครั้งที่ 2 จึงมีคนติดเชื้อ” นพ.ณรงค์กล่าว

Advertisement

นพ.ณรงค์กล่าวต่อว่า ในเรื่องของสถานการณ์ถือว่าไม่มีความน่ากังวล แต่มีอีกเรื่องคือ ในการชำแหละเนื้อวัววงที่ 2 เมื่อวันที่ 28 เมษายน มีการแจกจ่ายเนื้อไป 23 ครัวเรือน โดยมี 2 ครัวเรือนที่กินเนื้อจนหมด และได้รับการเฝ้าระวังโรคแล้ว ส่วนอีก 21 ครัวเรือน ได้รับข่าวว่าคนที่ชำแหละเนื้อมีอาการป่วย จึงไม่กล้ากิน เลยเอาเนื้อไปฝังดินกลบที่ริมแม่น้ำ 18 จุด ซึ่งทีมสอบสวนโรคได้ตามไปพบทั้งหมดแล้ว และทำการฆ่าเชื้อด้วยการออกโซดาไฟราดและฝังดินกลบอีกที แต่ชาวบ้านก็ยังมีความกังวลว่าจะฆ่าเชื้อได้จริงหรือไม่ อยากให้มีการขุดเนื้อขึ้นมาและทำลายใหม่ แต่เรื่องนี้ก็มีหลักทางวิชาการอยู่ว่า มีการขุดเอาเนื้อขึ้นมาอาจจะทำให้สปอร์เชื้อฟุ้งกระจายในพื้นที่ เป็นการเพิ่มความเสี่ยง

“ทีมสอบสวนโรคจึงไม่ได้ขุดเอาเนื้อวัวขึ้นมา และเลือกที่จะใช้โซดาไฟราดและเอาดินกลบอีกครั้ง และทำการล้อมรั้วไว้ไม่ให้คนเข้าไปใกล้ จนกว่าจะผ่านไประยะหนึ่งก่อน มั่นใจได้ว่าเชื้อจะถูกทำลายหมดแล้ว ส่วนการเฝ้าระวังโรคในพื้นที่หลังจากนี้ ก็ขอให้ประชาชนทุกคนกินอาหารที่ปรุงสุกเท่านั้น และให้สังเกตอาการตัวเอง หากพบว่ามีอาการป่วยให้รีบไปพบแพทย์ พร้อมแจ้งประวัติความเสี่ยง” นพ.ณรงค์กล่าว

เมื่อถามถึงการเฝ้าระวังวัวในพื้นที่ นพ.ณรงค์กล่าวว่า ทีมปศุสัตว์ได้ทำการฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้กับวัวทั้งหมด 1,222 ตัว เพื่อลดโอกาสที่จะมีการติดเชื้อ ทั้งหมดนี้เกิดจากการวินิจฉัยโรคที่รวดเร็ว ทำให้คุมสถานการณ์ทุกอย่างได้ดี ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมมือกันในครั้งนี้