สสจ.ระยองแจงข้อเท็จจริงเคสผู้ป่วยงูกัด รพ.วังจันทร์ ยันตรวจติดตามอาการตามแนวทางรักษา

8.05.25 | 15:33 น.

สสจ.ระยองแจงข้อเท็จจริงเคสผู้ป่วยงูกัด รพ.วังจันทร์ ยันตรวจติดตามอาการตามแนวทางรักษา

วันนี้ (8 พฤษภาคม 2568) นพ.สุรวิทย์ ศักดานุภาพ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) ระยอง กล่าวถึงกรณีมีข่าวผู้ป่วยถูกงูพิษกัด แต่โรงพยาบาลให้เพียงยาปฏิชีวนะกับแก้ปวดและให้ผู้ป่วยกลับบ้าน รุ่งเช้าหายใจไม่ออก ลืมตาไม่ขึ้น ตรวจเลือดพบโดนงูพิษกัด ว่า จากการตรวจสอบข้อมูลกับ นพ.ภัทรนนท์ บุณยอุดมศาสตร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล (รพ.) วังจันทร์ พบว่า การเสนอข่าวดังกล่าวคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อโรงพยาบาลอย่างมาก

นพ.สุรวิทย์ กล่าวว่า โดยผู้ป่วยชายอายุ 18 ปี รายนี้ ได้เข้ารับบริการที่ห้องฉุกเฉิน รพ.วังจันทร์ เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2568 เวลา 02.20 น. ให้ประวัติว่าถูกงูกัดเวลา 01.40 น. ไม่ทราบชนิดของงู แพทย์ตรวจพบรอยแผลถลอกที่นิ้วก้อยมือขวา ไม่บวม ไม่มีอาการของพิษทางระบบประสาทและระบบเลือด ได้ตรวจวัดสมรรถภาพการหายใจและตรวจเลือดดูความผิดปกติที่เกิดจากพิษงู ตามแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยถูกงูพิษกัดของกรมการแพทย์ ซึ่งผลการตรวจทั้งหมดปกติ ได้ให้ผู้ป่วยนอนสังเกตอาการประมาณ 2 ชั่วโมง จนถึงเวลา 04.15 น. ยังไม่พบอาการผิดปกติ จึงให้ยาปฏิชีวนะและยาแก้ปวด พร้อมทั้งอนุญาตให้กลับบ้านได้ โดยนัดให้มาพบแพทย์ที่ห้องฉุกเฉินในตอนเช้า เพื่อติดตามอาการและตรวจเลือดดูความผิดปกติที่เกิดจากพิษงูอีกครั้ง

นพ.สุรวิทย์ กล่าวต่อไปว่า ช่วงเช้ามารดาสังเกตว่า ผู้ป่วยมีหนังตาตก กลืนลำบาก ดูซึมลง จึงพาไปโรงพยาบาล เวลา 08.14 น. ผู้ป่วยพูดคุยได้ แจ้งว่า มีอาการปากชา ลิ้นชา ประมาณเวลา 06.00 น. แพทย์ตรวจร่างกายพบว่า สมรรถภาพการหายใจปกติ ความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือดปกติ มีอาการหนังตาตก ซึ่งเป็นอาการแสดงของพิษทางระบบประสาท จึงวินิจฉัยว่า ถูกงูที่มีพิษทางระบบประสาทกัด และใส่ท่อช่วยหายใจป้องกันปัญหาเรื่องกล้ามเนื้อหายใจอ่อนแรง พร้อมทั้งประสานส่งต่อ รพ.ระยอง เพื่อให้เซรุ่มต้านพิษและเข้ารับการรักษาใน ICU

Advertisement

“โดย รพ.ระยองได้ให้เซรุ่มต้านพิษทางระบบประสาท 1 โดส เมื่อเวลา 24.00 น. คืนที่ผ่านมา อาการล่าสุดเช้าวันนี้ (8 พฤษภาคม 2568) ผู้ป่วยสัญญาณชีพปกติ ยังคงใส่ท่อช่วยหายใจอยู่ในห้องไอซียูเพื่อติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ รพ.วังจันทร์ จะได้มีการสื่อสารกับญาติและนายจ้างของผู้ป่วยเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องต่อไป” นพ.สุรวิทย์ กล่าว