สสปท.ห่วงแรงงาน เผยสถิติตกจากที่สูงพุ่ง 33% อันดับ 2 เสียชีวิตจากอุบัติเหตุในการทำงาน

11.05.25 | 15:56 น.

สสปท.ห่วงแรงงาน เผยสถิติตกจากที่สูงพุ่ง 33% อันดับ 2 เสียชีวิตจากอุบัติเหตุในการทำงาน

วันนี้ (11 พฤษภาคม 2568) นายนันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อม (สสปท.) เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ฝนตกฟ้าคะนองในช่วงเย็นวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทำให้เกิดความเสียหายของป้ายหรือเสาไฟฟ้า และ เสาสัญญาณต่างๆ ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน

ซึ่งในกรณีเหล่านี้ บริษัทที่เป็นเจ้าของป้ายหรือเสาสัญญาณจำเป็นต้องเร่งส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปซ่อมแซม เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชน ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลด้านความปลอดภัย สสปท.มีความห่วงใยพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ที่ต้องทำงานในที่สูง เนื่องจากสถิติการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานในปี 2566 ข้อมูลจาก National Safety Council (NSC, 2023) พบว่า ประมาณร้อยละ 33 ของการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในที่ทำงานมาจากการตกจากที่สูง ซึ่งอันตรายจากการตกจากที่สูงมีหลายปัจจัย อาทิ ไม่มีระบบป้องกันการตก สภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย เช่น พื้นผิวลื่น สภาพอากาศแปรปรวน หรือพื้นที่ทำงานไม่มั่นคง อุปกรณ์ไม่เหมาะสมหรือขาดการตรวจสอบ เช่น สายรัดตัว (Full-body Harness) และอุปกรณ์ป้องกันอื่นๆ ที่ไม่ได้มาตรฐานอาจทำให้การป้องกันล้มเหลว ความผิดพลาดของผู้ปฏิบัติงาน ความประมาท ขาดการฝึกอบรม หรือความเหนื่อยล้า โครงสร้างไม่แข็งแรง พื้นที่ทำงานที่ไม่ได้รับการบำรุงรักษา อาจพังถล่มเมื่อรับน้ำหนักมากเกินไปได้ ทั้งนี้ รายงานจาก Occupational Safety and Health Administration (OSHA, 2023) ระบุว่า การตกจากที่สูง เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ในงานก่อสร้าง

Advertisement

นายนันทชัย กล่าวว่า ในช่วงเวลาเร่งรีบที่พนักงานต้องเร่งซ่อมแซมป้าย เสาสัญญาณในที่สูง ขอแนะนำให้สวมเข็มขัดนิรภัยตลอดเวลา ทำการปิดกั้นบริเวณพื้นที่ทำงาน ห้ามใช้งานเกินขีดความสามารถของเครื่องจักร ห้ามบังคับกระเช้าผ่านพื้นที่ที่มีผู้ปฏิบัติงานอยู่ โดยก่อนขึ้นทำงาน พนักงานต้องมีความพร้อมทั้งสวมหมวกนิรภัย สายรัดคาง แว่นตานิรภัย สายรัดเต็มตัว แต่งกายรัดกุม สวมถุงมือ พร้อมมีเชือกผูกรัดเครื่องมือ ถุงใส่อุปกรณ์ และรองเท้านิรภัยให้พร้อมเพื่อความปลอดภัยทั้งของผู้ปฏิบัติงานเองและผู้ที่อาจจะสัญจรไปมาในบริเวณดังกล่าวด้วย

ผู้อำนวยการ สสปท. กล่าวอีกว่า นอกจากในพื้นที่สูงแล้ว อันตรายที่ต้องระวังอีกอย่าง คือ เรื่องของไฟฟ้าดูด ไฟฟ้ารั่ว หรือ การต้องซ่อมแซมอุปกรณ์ไฟฟ้าในสภาพที่ยังมีน้ำท่วมขัง จึงขอให้พนักงาน เจ้าหน้าที่ ที่ต้องทำงานเกี่ยวกับระบบไฟฟ้า สวมอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัยที่เหมาะสมเสมอ รวมถึงถุงมือที่เหมาะสม แว่นตานิรภัย และหน้ากากป้องกันใบหน้า ควรใช้โซ่ หรือสายเคเบิลนิรภัยแบบมีสายดินเสมอเมื่อทำงานกับไฟฟ้าแรงสูง ควรระมัดระวังอยู่เสมอเมื่อทำงานใกล้สายไฟฟ้าแรงสูง รักษาระยะห่างที่ปลอดภัยจากอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูงอยู่เสมอ และ ปฏิบัติตามคำแนะนำด้านความปลอดภัยที่บริษัทหรือองค์กรของคุณกำหนดไว้

“ส่วนประชาชนทั่วไป เมื่อต้องซ่อมแซมแก้ไขปุกรณ์ไฟฟ้า ห้ามสัมผัสสายไฟหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าขณะที่มือเปียกหรือมือเปล่า เพราะอาจทำให้ผิวหนังไวต่อไฟฟ้าได้ ควรใช้ถุงมือหรือสิ่งอื่นเสมอเพื่อป้องกันไม่ให้ผิวหนังสัมผัสสายไฟหรืออุปกรณ์ อย่าสวมเสื้อผ้าที่หลวมบริเวณหน้าอกและเอวเมื่อทำงานใกล้ไฟฟ้าหรือน้ำ เสื้อผ้าที่หลวมอาจไปเกี่ยวสายไฟหรือสายไฟฟ้าที่อาจสัมผัสผิวหนังได้ตรวจสอบให้แน่ใจว่าแรงดันไฟฟ้าบนกล่องวงจรเป็นแรงดันไฟฟ้าที่ถูกต้อง เมื่อทำงานกับไฟฟ้าใดๆ อย่าสัมผัสไฟฟ้าหากคุณรู้สึกไม่สบาย มีบาดแผลเปิด หรือตั้งครรภ์ เมื่อทำงานใกล้เครื่องทำน้ำอุ่นหรือกล่องวงจรไฟฟ้า ควรสวมถุงมือ สละเวลาติดตั้งอุปกรณ์ด้านความปลอดภัย เช่น สวิตช์นิรภัย เบรกเกอร์ หรือแท่งกราวด์ เพื่อความปลอดภัยของทุกคน” นายนันทชัย กล่าว