พม.เล็งกู้เวิลด์แบงก์ 1.4 หมื่นล.ตั้งศูนย์ช่วยกลุ่มเปราะบางจากภัยพิบัติ ธ.โลกชูแผนที่ภัยของไทยดีสุดในภูมิภาค
เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม นายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยว่า กรณีมีความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเนื่องจากภาวะโลกร้อน (Climate change) นำไปสู่การเกิดภัยพิบัติที่มีความรุนแรง และคาดการณ์ได้ยากมากขึ้น สร้างความเสียหาย และส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกช่วงวัยเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเปราะบางที่ พม.รับผิดชอบ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการ พม.จึงมอบหมายให้จัดตั้งศูนย์บริหารการดูแลกลุ่มเปราะบางจากภัยพิบัติ (ศบปภ.) เพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนงานให้ความช่วยเหลือ ดูแล และเยียวยากลุ่มเปราะบางจากภัยพิบัติที่รวดเร็ว และทันการณ์ โดย พม.ร่วมมือกับธนาคารโลก หรือเวิลด์แบงก์ เพื่อขับเคลื่อนงานมิติทางสังคมของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
นายอนุกูลกล่าวอีกว่า ปีนี้เรื่องภัยพิบัติกระทบกลุ่มเปราะบาง พม.ได้พัฒนาแผนที่แสดงข้อมูลกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ที่ประสบภัยพิบัติได้อย่างชัดเจน แผนที่ภัยพิบัติดังกล่าวจะทำให้ พม.ชี้เป้าได้ว่ากลุ่มเปราะบางที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดภัยเป็นใคร พิกัดพื้นที่ที่พักอาศัย เพื่อให้เกิดการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางได้อย่างแม่นยำ รวดเร็ว และทันท่วงที
“ทั้งนี้ พม.ทำงานกับธนาคารโลก โดยให้ความสำคัญกับการปักหมุดพื้นที่ภัยพิบัติมาแมชชิ่งกับกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ แม่เลี้ยงเดี่ยว อยู่ที่ไหนจะรู้ก่อน เราเอาพิมพ์เขียวมาวางทาบกันระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และพม.เวลาเกิดเหตุก็จะรู้ว่าใครอยู่พื้นที่ไหนอย่างไร เช่น บ้านเลขที่ 12 มีผู้สูงอายุ เจ้าหน้าที่จะเข้าช่วยเหลือทันที ซึ่งขณะนี้ พม.กำลังกู้เงินจากธนาคารโลก เพื่อมาทำระบบรองรับการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่อยู่ในภัยพิบัติ โดยกำลังอยู่ในขั้นตอนการทำโครงการข้อเสนอ ซึ่งต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง แล้วกลไกของโลกก็คือธนาคารโลก เป็นกลไกสำคัญ ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว ที่ พม.ให้ความสำคัญเรื่องนี้ แต่ไม่มีงบประมาณปกติมาทำทันที ฉะนั้น จำเป็นต้องอาศัยธนาคารโลก คาดว่าจะใช้เวลา 5 ปี ขณะนี้สำนักงานธนาคารโลกประจำประเทศไทยมาร่วมมือทำงานเพื่อเดินหน้าไปแล้ว” นายอนุกูลกล่าว
นายกนก วงษ์ตระหง่าน รองประธานคณะที่ปรึกษาติดตามและเร่งรัดการขับเคลื่อนนโยบายรัฐมนตรีว่าการ พม.กล่าวว่า งบที่จะกู้กับธนาคารโลก 14,000 ล้านบาท วางเป้าในระยะ 5 ปี เบื้องต้นกระทรวงการคลังให้ความเห็นชอบในหลักการให้ พม.เข้าไปอยู่ในกระบวนการของการจัดทำการขอเงินกู้ และขั้นตอนต่อไป เราจะต้องทำโครงการข้อเสนออย่างเป็นทางการ ซึ่งจะมีรายละเอียดมากมาย โดยโครงการนี้ต้องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ความเห็นชอบ คู่ขนานกันธนาคารโลกต้องมาประเมิน และให้ความเห็นชอบด้วย ขณะนี้โดยหลักการของธนาคารโลกเห็นชอบในหลักการแล้วว่าโครงการนี้เป็นคอนเซ็ปต์ที่ดี เป็นสิ่งที่ไทยควรจะต้องลงทุน กระทรวงการคลังก็เห็นด้วยแล้ว สภาพัฒน์เบื้องต้นก็เห็นชอบ ก็เหลือรายละเอียดที่ต้องดำเนินการ
“เวิลด์แบงก์เห็นว่า โลกจากนี้ไปต้องแก้ไขเรื่องคน พัฒนาคนให้มาก ป้องกันไม่ให้คนเสียหาย เวิลด์แบงก์จึงตั้งแผนกด้านการพัฒนาสังคมขึ้นในเวิลด์แบงก์ และเงินกู้ของเราจะเป็นโครงการแรกๆ ของแนวคิดนี้ ผมถามเวิลด์แบงก์ว่าทำไมสนใจไทย และสนใจ พม. เวิลด์แบงก์พูดตรงๆ ว่า เวิลด์แบงก์ได้คุยกับหลายกระทรวง รวมทั้ง พม.สุดท้ายคิดว่า พม.ตรงที่สุด เป็นกระทรวงที่ผู้บริหารทั้งทางการเมือง และข้าราชการประจำ ให้ความสำคัญเรื่องนี้จริงๆ ทั้งนี้ เวิลด์แบงก์ศึกษามาแล้วเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของภาวะโลกร้อน จะสร้างความเสียหายให้กับสังคมเยอะมาก จึงคิดว่าทำอย่างไรถึงจึงจะช่วยให้ลดการสูญเสียทางสังคมให้ได้ และธนาคารโลกก็มาทำงานกับ พม.เพื่อช่วยคนแก่ เด็กเล็ก คนพิการ ซึ่งเป็นคนเปราะบาง รวมทั้ง คนยากจน คนพวกนี้ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภัยพิบัติหมดเลย นี่คือปัญหาใหญ่ที่สุด” นายกนกกล่าว
นายกนก กล่าวต่อว่า ขณะนี้ พม.พัฒนาแผนที่ภัยที่แสดงข้อมูลกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ประสบภัยพิบัติเสร็จแล้ว ขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัด พม.ที่ทำเรื่องนี้เสร็จภายใน 3 เดือน ทางธนาคารโลกไม่คิดว่าทำได้เร็วขนาดนี้ ทำให้วันนี้เรารู้แล้วว่าผู้สูงอายุชื่ออะไร บ้านอยู่ไหน แล้วเอาแผนที่น้ำท่วมไปวาง เรารู้เลยว่า คนนี้จะโดนแล้ว น้ำท่วมเที่ยวหน้า เราบอกได้ว่าเชียงรายใครบ้างมีความเสี่ยง ฉะนั้น เราเตรียมการเรื่องเหล่านี้หมด ซึ่งเวิลด์แบงก์บอกว่าคือวิธีที่ดีที่สุด
“ผมบอกว่า พม.ภูมิใจมาก เพราะข้อมูลนี้เราบูรณาการจากกระทรวงมหาดไทย (มท.) บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กระทรวงการคลัง แต่การบูรณาการยังไม่เป็นระบบอัตโนมัติ เราขอข้อมูลเป็นชุดมา วันนี้ ชุดล่าสุดเราได้มาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือเชื่อมต่อ ข้อมูลไหลเข้ามาอัตโนมัติ เป็นการเปลี่ยนแปลงระบบใหญ่ที่สุดของระบบข้อมูล ยังไม่มีกระทรวงไหนทำได้เลย พอ พม.แสดงให้เวิลด์แบงก์ดู ผมบอกว่าเป็นข้อมูลที่ดีที่สุดในไทย เวิลด์แบงก์บอกไม่ใช่ แต่ดีที่สุดในภูมิภาคนี้ เพราะในภูมิภาคนี้ยังไม่มีใครทำเหมือนไทย” นายกนกกล่าว
นายกนกกล่าวอีกว่า เหตุผลที่ต้องกู้เงินถึง 14,000 ล้านบาท เพราะทุกวันนี้ศูนย์พักพิงของ พม.ใช้สถานที่นิคมอุตสาหกรรมที่กระจายทั่วประเทศ แต่ที่ตั้งของศูนย์เหล่านี้ ไม่ตรงกันหมด 100% ดังนั้น ต้องมีศูนย์พักพิงชั่วคราวที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 240 ศูนย์ทั่วประเทศ นี่คือการลงทุนทั้งหมด ซึ่งใช้งบเยอะมาก ถ้าขอสำนักงบประมาณ 10-20 ปี ก็ทำไม่เสร็จ หรือถ้าขอจากกระทรวงการคลัง อาจได้งบเพิ่มขึ้นปีละ 200-300 ล้านบาท ซึ่งไม่ทัน อาจต้องสูญเสียคนอีกเยอะมาก เราต้องกล้าที่จะทำแบบนี้ กระทรวงการคลังจึงยอม และนี่คือเหตุผลที่ธนาคารโลกเห็นแล้ว

