หวั่น!ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย นักวิชาการค้าน AOT ชงแก้ กม.สร้าง ‘ห้องสูบบุหรี่’ ในสนามบิน

21.05.25 | 13:58 น.

หวั่น!ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย นักวิชาการค้าน AOT ชงแก้ กม.สร้าง ‘ห้องสูบบุหรี่’ ในสนามบิน

วันนี้ (21 พฤษภาคม 2568) นพ.หทัย ชิตานนท์ ประธานสถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากกรณีที่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) เตรียมเสนอให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แก้กฎหมายเพื่ออนุญาตให้สามารถสร้างห้องสูบบุหรี่ภายในอาคารเทียบเครื่องบินรอง (SAT-1) สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งได้รับรางวัลจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) เป็นสนามบิน 1 ใน 6 ที่สวยที่สุดในโลก ประจำปี 2567 ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ ได้มีมติไม่เห็นด้วยในการแก้ไขกฎหมายให้มีการสร้างห้องสูบบุหรี่ภายในอาคารสนามบิน และได้มอบหมายให้มีคณะทำงานศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาผู้โดยสารที่สูบบุหรี่ด้วยวิธีการอื่น ที่ไม่ใช่การสร้างห้องสูบบุหรี่ภายในอาคารสนามบินขึ้นมาใหม่

นพ.หทัย กล่าวว่า ไทยได้ยกเลิกกฎหมายห้องสูบบุหรี่ในสนามบินมานานถึง 6 ปี ตั้งแต่ปี 2562 เพื่อคุ้มครองสุขภาพของทุกคนจากอันตรายของควันบุหรี่มือสอง และเป็นนโยบายที่สนับสนุนและสอดคล้องต่อเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ

Advertisement

“ผมเห็นว่า เป็นเรื่องที่ไม่สมควรและขอคัดค้านการแก้กฎหมายเพื่อให้ไทยกลับมามีห้องสูบบุหรี่ในอาคารสนามบินอีก การแก้ปัญหาเรื่องนี้ ควรจัดสถานที่สูบบุหรี่อยู่นอกอาคารสนามบิน ซึ่งกองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรค สธ.ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและกำหนดสถานที่ไว้ให้แล้ว AOT จึงไม่ควรถอยกลับไปสู่สภาพการเป็นแหล่งผลิตมลพิษทางอากาศทำร้ายสุขภาพประชาชน ทั้งผู้เดินทาง และผู้ที่ปฏิบัติงานภายในอาคารสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งได้รับรางวัลจาก UNESCO เป็นสนามบิน 1 ใน 6 ที่สวยที่สุดในโลก ประจำปี 2567” นพ.หทัย กล่าว

ด้าน รศ.เนาวรัตน์ เจริญค้า ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย กล่าวว่า จากผลการศึกษาวัดความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในห้องสูบบุหรี่ภายในสนามบินนานาชาติของไทย จากศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ปี 2556 มีค่าเฉลี่ยสูงถึง 532.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ขณะที่องค์การอนามัยโลกกำหนดค่ามาตรฐานแนะนำไว้เพียง 25 มคก./ลบ.ม. ภายใน 24 ชั่วโมง

“นั่นหมายความว่า ห้องสูบบุหรี่มีระดับฝุ่น PM2.5 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานถึง 21 เท่า บ่งชี้ว่า ห้องสูบบุหรี่ในอาคารสนามบินจะเป็นพื้นที่เสี่ยง ต่อสุขภาพของพนักงานและผู้ใช้บริการสนามบินโดยรอบ แม้จะไม่ได้สูบบุหรี่เองก็ตาม ทั้งนี้ มีหลักฐานชัดเจนว่า ในอดีตธุรกิจยาสูบพยายามแทรกแซงการออกกฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ เช่น สถานบันเทิง ผับ บาร์ รวมทั้งสนามบินด้วย โดยเฉพาะสนามบินนานาชาติเซนต์หลุยส์ แลมเบิร์ต รัฐมิสซูรี สหรัฐอเมริกา เมื่อปี 1990 ขณะนั้น กำลังพัฒนาเป็นสนามบินปลอดบุหรี่อย่างสมบูรณ์ แต่กลับถูกแทรกแซงจากอุตสาหกรรมยาสูบต่อต้านให้สร้างห้องสูบบุหรี่ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงแทน ถือเป็นการขัดขวางการบังคับใช้กฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในสนามบินหลักๆ ของสหรัฐ และบิดเบือนข้อมูลด้านสุขภาพเพื่อรักษาผลประโยชน์ของบริษัทบุหรี่” รศ.เนาวรัตน์ กล่าว