เครือข่ายแรงงานหนุน ‘มีประจำเดือน’ ลาไม่ตัดค่าจ้าง ผ้าอนามัยฟรี ชี้สร้างภาพลักษณ์องค์กร
จากกรณีที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน ได้ดำเนินการตามข้อเสนอเนื่องในวันผู้อพยพย้ายถิ่นสากล (28 ธันวาคมของทุกปี) ของเครือข่ายภาคเหนือ เรื่องกําหนดให้ลูกจ้างสตรีลาหยุดเนื่องจากวันที่มีประจําเดือน เป็นวันลาที่ได้รับค่าจ้าง และกําหนดให้นายจ้างจัดให้มีผ้าอนามัยเป็นสวัสดิการที่ลูกจ้างสตรีทุกคนเข้าถึงได้ฟรี ซึ่งทาง กสร. อยู่ในระหว่างการศึกษาถึงความเป็นไปได้ และรวบรวมข้อมูลนั้น
เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม น.ส.ธนพร วิจันทร์ ผู้ประสานงานเครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน และนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิแรงงาน เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวว่า ตนเห็นด้วยในข้อเสนอการให้มีวันลาหยุด เนื่องจากเป็นวันที่ลูกจ้างสตรีมีประจำเดือน เพราะเป็นสวัสดิการของผู้หญิงโดยเฉพาะ ซึ่งตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่มีกำหนดวันลาป่วยอยู่แล้วไม่เกิน 30 วันต่อปี โดยได้รับค่าจ้างตามปกติ เป็นการลาป่วยทั่วไปที่เพศชายหรือหญิงสามารถได้รับเหมือนกัน แต่กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องของเพศหญิงโดยเฉพาะ
“ส่วนเรื่องสวัสดิการผ้าอนามัยฟรีให้กับลูกจ้างสตรี เชื่อว่ามีหลายสถานประกอบการจัดสวัสดิการนี้ให้ลูกจ้างสตรีอยู่แล้ว ถือเป็นเรื่องที่ดีในการมองเห็นความสำคัญของลูกจ้างสตรี ประกอบกับมีพรรคการเมือง คือ พรรคประชาชน (ปชน.) ที่กำลังผลักดันกฎหมายรูปแบบนี้ออกมาก ซึ่งก็สนับสนุนหลักการนี้อยู่แล้ว” น.ส.ธนพร กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่ให้นายจ้างจัดสวัสดิการผ้าอนามัยฟรีจะเป็นการเพิ่มภาระหรือไม่ น.ส. ธนพร กล่าวว่า มองได้ 2 มุม โดยทางฝั่งนายจ้างอาจจะมองว่าเป็นภาระหรือค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แต่งบประมาณที่นายจ้างจะนำมาสนับสนุนสวัสดิการตรงนี้ก็เป็นเงินที่มาจากการใช้แรงงานของลูกจ้างสตรี ซึ่งอาจจะต้องมาดูอีกทีว่า ต้องใช้ต้นทุนสูงมากขนาดไหนถึงจะมองว่าเป็นภาระ โดยอาจใช้ผลสำรวจตัวเลขต้นทุนออกมาแต่มองว่าตัวเลขต้นทุนคงไม่สูงขนาดนั้น
“เรื่องเหล่านี้สามารถทำได้เลย เนื่องจากสวัสดิการคุ้มครองแรงงานสตรีเป็นสิ่งที่ระดับสากลหรือทั่วโลกให้ความสำคัญ หากสถานประกอบการใดที่สนับสนุนเรื่องเหล่านี้ ก็จะเป็นผลดีต่อภาพลักษณ์องค์กร สร้างจรรยาบรรณและมาตรฐานทางการค้า ทำให้สถานประกอบการเล็งเห็นถึงความสำคัญของเพศหญิง การเห็นคุณค่าของลูกจ้างสตรีที่มีสรีระต่างจากเพศอื่น อย่างไรก็ตาม ก็ต้องรอความชัดเจนว่า ทางกระทรวงแรงงานจะออกเป็นการประกาศหรือกฎหมายเพื่อสนับสนุนสวัสดิการตรงนี้” น.ส.ธนพร กล่าว
น.ส.ธนพร กล่าวอีกว่า เนื่องด้วยประเทศไทยที่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยประกอบกับอัตราการเกิดใหม่น้อย ทำให้เกิดช่องว่างในตลาดแรงงาน หากให้ความสำคัญกับประเด็นผู้หญิงหรือลูกจ้างสตรีมากขึ้น จะเป็นการส่งเสริมให้ผู้หญิงอยากมีบุตรมากขึ้น เพิ่มทรัพยากรมนุษย์ในตลาดแรงงาน แต่ต้องเกิดจากกลไกการที่ภาครัฐหรือภาคเอกชนเข้ามาดูและสนับสนุนสวัสดิการเหล่านี้

