สปสช.ยัน ‘บัตรทอง’ ไม่ล่ม ชงบอร์ดตั้ง กก.กลางศึกษาต้นทุน-อัตราจ่ายที่เหมาะสมให้ รพ.

26.05.25 | 17:19 น.

สปสช.ยัน ‘บัตรทอง’ ไม่ล่ม ชงบอร์ดตั้ง กก.กลางศึกษาต้นทุน-อัตราจ่ายที่เหมาะสมให้ รพ.

วันนี้ (26 พฤษภาคม 2568)  ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในฐานะโฆษก สปสช. แถลงทิศทางบริหารงบประมาณกองทุนบัตรทอง ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

ทพ.อรรถพร กล่าวว่า จากที่มีการระบุเรื่องงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง 30 บาท ว่า ไม่เพียงพอและเสี่ยงล่มสลายภายใน 3 ปี นั้น สปสช.ขอย้ำประชาชนว่า ไม่ต้องตื่นตระหนก และขอยืนยันว่า ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทย ไม่อยู่ในความเสี่ยงที่จะล่มสลาย ประเทศไทยได้รับการยกย่องจากนานาประเทศในเรื่องนี้ และเป็นผลงานที่รัฐบาลนำไปเสนอในเวทีระดับโลกมาโดยตลอด และไทยก็ยังเป็นต้นแบบให้กับหลายๆ ประเทศที่กำลังจะทำหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้กับประชาชนในประเทศ

“เรามีหน่วยบริการสาธารณสุขภาครัฐ ทั้งกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) โรงเรียนแพทย์ ภาครัฐอื่นๆ ท้องถิ่น และเอกชนที่เข้มแข็งและให้บริการกับประชาชนด้วยใจอย่างเต็มที่เสมอมา แม้จะมีทรัพยากรที่จำกัด ซึ่งตัวระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทยก็ไม่ได้อยู่นิ่ง มีการพัฒนา ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาตลอด เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่างๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อความยั่งยืนของระบบ” ทพ.อรรถพร กล่าว

Advertisement

รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า สปสช.ขอชี้แจงว่าตัวเลขอัตราจ่ายผู้ป่วยใน 7,100 บาทต่อการปรับค่าน้ำหนักสัมพัทธ์กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมด้วยเกณฑ์วันนอน (adj.RW) นั้น เป็นการคำนวณจากจำนวนการใช้บริการผู้ป่วยในที่เพิ่มขึ้น ซึ่ง สปสช. ได้นำเข้าที่ประชุมคณะอนุกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินการงานและการบริหารจัดการกองทุนเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปว่า ยืนยันอัตราจ่ายผู้ป่วยในที่ 8,350 บาทต่อ adj.RW และ สปสช.จะเสนอของบประมาณเพิ่มเติมต่อไป ดังนั้น ไม่มีการปรับลดอัตราจ่ายผู้ป่วยในเหลือ 7,100 บาท/adj.RW แน่นอน

“การที่งบประมาณการจ่ายค่าบริการผู้ป่วยในเป็นงบประมาณปลายปิด หรือ Global budget นั้น เนื่องจากเป็นไปตามแนวทางวิชาการของการบริหารงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งประเทศที่มีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้กับประชาชนใช้หลักการนี้ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนของระบบ ในส่วนของประเทศไทย เราใช้หลักการว่าต้องไม่ต่ำกว่า 8,350 บาท/ adj.RW หากปลายปีงบประมาณไม่เพียงพอให้เสนอของบเพิ่มเติม ซึ่งในการจ่ายเงินให้กับหน่วยบริการนั้น สปสช. ได้รับงบมาเท่าไร ก็จ่ายตามระเบียบและหลักเกณฑ์ที่กำหนดตามกฎหมายให้กับโรงพยาบาลไปทั้งหมด หากปีไหนมีเงินเหลือก็โอนเพิ่มให้โรงพยาบาลเช่นกัน เช่น ในปี 2561-2564 การให้บริการผู้ป่วยในลดลง ทำให้มีงบเหลือ สปสช. ก็จัดสรรเพิ่มเติมให้โรงพยาบาลไปทั้งหมด” ทพ.อรรถพร กล่าวและว่า ยกตัวอย่างในปีงบ 2567 สปสช. ได้รับจัดสรรงบกลาง จำนวน 5,924 ล้านบาท เงินจำนวนนี้ สปสช. จัดสรรค่าบริการ 30 บาทรักษาทุกที่ 1,705 ล้านบาท และเงินส่วนที่เหลือได้นำมาจัดสรรค่าบริการผู้ป่วยในให้หน่วยบริการ ในอัตราไม่เกิน 8,350 บาท/ adj.RW

ทพ.อรรถพร กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ที่มีข้อเสนอให้ สปสช. ปรับเพิ่มอัตราจ่ายผู้ป่วยในนั้น สปสช. ขอชี้แจงว่า ในการเสนอของบแต่ละปีจากสำนักงบประมาณนั้น สปสช. ต้องทำข้อเสนอตัวเลขและมีฐานข้อมูลที่ได้มาตรฐานรองรับด้วย ดังนั้น การจะเพิ่มเป็นอัตราเท่าไหรจึงจะเหมาะสมกับต้นทุนของโรงพยาบาล และไม่เป็นภาระต่องบของประเทศนั้น ต้องมีการศึกษาและต้องเป็นหน่วยงานกลางที่เข้ามาทำหน้าที่นี้ ด้วยเหตุนี้ สปสช. จะทำข้อเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บอร์ด สปสช. เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่งตั้งคณะกรรมการที่เป็นกลางมาศึกษาอัตราจ่ายที่เหมาะสมสำหรับกองทุนประกันสุขภาพภาครัฐต่อไป เมื่อได้คณะกรรมการที่เป็นกลางในการศึกษาแล้วจะทำให้เราได้ทราบข้อมูลต้นทุนที่แท้จริงของโรงพยาบาล และสามารถคำนวณเป็นอัตราจ่ายที่เหมาะสมในการให้บริการต่อไป

“นอกจากนั้น เพื่อให้การจ่ายเงินกองทุนผู้ป่วยในมีประสิทธิภาพมากขึ้น สปสช. ได้มีการกำกับติดตามการเบิกจ่ายเงินหรือการตรวจสอบการจ่าย ซึ่งผลการตรวจนี้จะถูกใช้ในการเสนอของบกับสำนักงบประมาณ และ สปสช. ยินดีเข้าไปดูโรงพยาบาลที่ประสบปัญหาการบันทึกข้อมูลในการเบิกจ่าย จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า มีการบันทึกตัวเลขทางบัญชีไม่ถูกต้องประมาณ 7,000 ล้านบาท หากมีการแก้ไขตรงนี้ก็จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องของโรงพยาบาลได้” ทพ.อรรถพร กล่าวและว่า กรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดงบการให้บริการนวัตกรรมจึงเป็นปลายเปิดนั้น สปสช. ขอชี้แจงว่า บริการนวัตกรรมเป็นบริการเสริมเพื่อลดภาระโรงพยาบาล เช่น เจ็บป่วยเล็กน้อยไปรับยาที่ร้านยาได้ ให้โรงพยาบาลได้รักษาโรคที่หนักกว่าหรือซ้ำซ้อนกว่า ที่ผ่านมา พบกว่าผลการให้บริการนวัตกรรม 30 บาทรักษาทุกที่ ช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชน ลดการไปโรงพยาบาลได้ และพบว่า ประชาชนที่ไม่เคยใช้สิทธิมาก่อน มาใช้สิทธินี้กว่า 80,000 คน เท่ากับว่าเป็นการทำให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาที่ง่ายขึ้นช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนในกลุ่มนี้ได้ และการเป็นงบปลายเปิดเพื่อจูงใจให้เอกชนเข้ามาร่วมให้บริการในระบบ ทั้งนี้ จากผลการดำเนินการมาระยะหนึ่ง สปสช. มีข้อมูลที่จะกำหนดจำนวนครั้งของการใช้บริการที่เหมาะสมในปีต่อๆ ไป ซึ่งก็จะทำให้งบในส่วนนี้ไม่เพิ่มสูงขึ้น ขณะนี้ บริการนวัตกรรมที่ สปสช.จำกัดจำนวนครั้ง คือ ทำฟันที่คลินิกทันตกรรม 30 บาทรักษาทุกที่ ที่ให้ 3 ครั้งต่อคนต่อปี เป้าหมายเพื่อให้คนที่เริ่มมีปัญหาสุขภาพฟันได้รักษาเร็ว และลดภาระโรงพยาบาล