ทีมสมศักดิ์ สรุปความเห็นยื่นสภานายกพิเศษฯ ยันไม่มีผลคดีชั้น 14 ชี้ปลุกระดมให้แตกแยก

27.05.25 | 16:39 น.

จบภารกิจทีมสมศักดิ์ ส่งรายงานเสนอสภานายกพิเศษฯ ยันไม่มีผลต่อคดีชั้น 14 ชี้เป็นการปลุกระดมให้แตกแยก

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 27 พฤษภาคม ที่ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) คณะกรรมการเสนอความเห็นสภานายกพิเศษเพื่อพิจารณา ตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 โดย นายพงษ์ศักดิ์ แก้วกมล กรรมการ ผู้แทนประธานคณะกรรมการฯ พร้อมด้วย นายธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข และ นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ในฐานะกรรมการ ร่วมยื่นรายงานความเห็นของคณะกรรมการฯ ถึง นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษ แพทยสภา โดยมีสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้รับมอบ เพื่อเสนอต่อรัฐมนตรีต่อไป

นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า วันนี้ท่านประธานฯ ป่วยจึงมอบหมายตนแทน ซึ่งท่านได้ให้ความเห็นส่วนบุคคลไว้แล้ว ทั้งนี้ได้รวบรวมความเห็นของคณะกรรมการฯ 9 ท่านแล้ว ก็จะรวมส่งสภานายกพิเศษฯ ให้ความเห็นต่อไป

ด้าน นายธนกฤต กล่าวว่า ทิศทางยังเหมือนเดิม คณะกรรมการฯ แต่ละคนมีความเห็นเป็นอิสระในการลงความเห็นเสนอสภานายกพิเศษฯ ล่าสุดนายนรินท์พงศ์ มาให้ความเห็นคนสุดท้าย มีทั้งเหมือนและต่างจากกรรมการบางคน แต่ไม่สามารถฟันธงได้ว่าความเห็นเป็นอย่างไรบ้าง เพราะข้อมูลที่แพทยสภาส่งมาเป็นการมัดรวมว่ามีผู้ถูกกล่าวถึง 4 คน แต่คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาความเห็นรายบุคคลตามข้อเท็จจริงและกฎหมาย ทั้งนี้คณะกรรมการฯ ทุกคนมีความเห็นว่าข้อมูลที่แพทยสภาส่งมานั้นยังไม่ครบ ทั้งข้อกฎหมาย ที่แพทยสภาตามครบตามกฎหมายของแพทยสภาแล้ว แต่ก็ต้องพิจารณาให้ครบถ้วนทั้ง 3 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ กรมราชทัณฑ์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และแพทยสภา เพราะกฎหมายแต่ละหน่วยงานมีศักดิ์ที่เทียบเท่ากันได้ อีกทั้งเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานก็ต่างกัน ดังนั้นหากจะทำความเห็น ก็ต้องเอาทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาพิจารณา และข้อเท็จจริงอีกเรื่องคือการที่ขอเอกสารเพิ่มเติมไปแต่ปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับ ซึ่งเรื่องนี้ทางคณะกรรมการแพทยสภาอาจมองว่าไม่สำคัญหรือไม่ แล้วแต่ท่านพิจารณา ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องลงโทษหมอ ไม่ใช่เรื่องการเมือง หลายคนมองว่าเป็นเรื่องการเมือง แต่ยังไกลเกินไปกับการทำหน้าที่ของตนที่พิจารณาข้อกฎหมายเป็นหลัก

Advertisement

 

“ผมทำหน้าที่ผู้ให้ความเห็นทางกฎหมายว่ามีองค์ประกอบบางอย่างที่ควรเข้ามาให้สมบูรณ์ แต่ไม่ได้หมายความสิ่งที่ผมพูด คือการเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับสภานายกพิเศษฯ แต่เป็นมุมมองของตัวเองที่ทำหน้าที่ครบถ้วน หรืออย่างที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ การให้สัมภาษณ์ข่าว มีอะไรที่ไม่ตรงกับเอกสารหรือข้อเท็จจริงที่เรามีอยู่ หรือที่เราไปพิสูจน์ทราบเอง เช่นบทสัมภาษณ์ของแต่ละคนตรงกับความเป็นจริงหรือไม่ อย่างคำว่า วิกฤตหรือไม่วิกฤต ที่มีความสำคัญ เพราะถ้าไม่ตรงกับข้อเท็จจริง มันเพราะอะไร หรือคลาดเคลื่อนเพราะอะไร เชื่อว่าขั้นตอนสุดท้ายสภานายกพิเศษฯ น่าจะเอาความเห็นไปพิจารณาประกอบด้วย แต่ท่านไม่ใช่คนตัดสินคนสุดท้าย เป็นแพทยสภาตัดสินคนสุดท้าย” นายธนกฤต กล่าว

นายธนกฤต กล่าวว่า ตนเชื่อว่าสภานายกพิเศษฯ มีข้อมูลเยอะกว่าคณะกรรมการฯ อย่างเช่นที่มีการร้องขอความเป็นธรรมจากผู้ถูกกล่าวโทษ ท่านก็นำมาพิจารณาให้ความเห็นได้ แต่ส่วนนั้นไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาในคณะกรรมการฯ ชุดนี้ เพราะเราไม่อยากถูกมองว่าเป็นการเอาเอกสารนอกสำนวนมาพิจารณา

ขณะที่ นายนรินท์พงศ์ กล่าวว่า วันนี้เป็นความเห็น ไม่ใช่มติ โดยจะเสนอความเห็นนี้ไปให้สภานายกพิเศษฯ ประกอบการพิจารณาว่าจะเห็นด้วยหรือยับยั้ง โดยความเห็นมีหลายมุม ทั้งเห็นด้วยไม่เห็นด้วย แต่เชื่อว่าเกิดความเป็นธรรม เพราะทั้ง 9 ท่านอาจถูกโยงว่าคนนี้มาจากการเมืองบ้าง คนนี้อยู่ทางคนเสื้อแดงบ้าง ตนคิดว่าไม่ใช่ เพราะเราตัดสินด้วยหลักนิติรัฐ นิติธรรมตามเอกสารจากแพทย์ และแพทยสภา เป็นตราชั่งสองใบทั้งซ้ายและขวา ก็จะรายงานความเห็นต่อท่านรัฐมนตรี

“เรื่องนี้ต้องเรียนว่า ถ้าไม่ใช่เป็นเรื่องการเมือง โยงชั้น 14 สื่อก็จะไม่มาแบบนี้เลย เพราะในกระทรวงสาธารณสุข มีเรื่องร้องเรียนแพทยสภาเต็มไปหมด แต่ไม่มีใครสนใจ แต่เรื่องนี้สังคมปั่นจนโยงไปถึงชั้น 14 จริงๆ แล้วสิ่งที่แพทย์ทั้ง 3-4 ท่านโดน ไม่มีผลเชิงกฎหมายชั้น 14 ได้แต่อย่างไร แต่เป็นการปลุกระดมให้คนแตกแยก” นายนรินท์พงศ์ กล่าว