กก.แพทยสภาเปิดขั้นตอนตัดสิน ‘จริยธรรม’ เผยพิจารณาไม่ต่ำกว่า 30 คดี/เดือน
เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม รศ.(พิเศษ) นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ กรรมการแพทยสภา ได้โพสต์เฟซบุ๊ก หัวข้อ “ลึกแต่ไม่ลับ” (2) ชี้แจงหน้าที่และกระบวนการตัดสินคดีจริยธรรมของแพทยสภา และการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ที่มีความรับผิดตามกฎหมาย 3 ประเด็น ทั้งนี้ข้อความระบุว่า
การประกอบวิชาชีพเวชกรรม จะมีความรับผิดตามกฎหมายมาเกี่ยวข้อง 3 ประเด็น คือ ความรับผิดทางอาญา ความรับผิดทางแพ่ง และความรับผิดทางจริยธรรม ความรับผิดทางอาญาและแพ่ง อำนาจอยู่ที่อัยการและผู้พิพากษา ส่วน “แพทยสภา” มีหน้าที่ความรับผิดชอบในประเด็นเรื่อง “มาตรฐานวิชาชีพ” และ “ความรับผิดทางจริยธรรม” โดยตรง
คดีนี้ทำให้เห็นชัดว่า “ทำไมคดีทางการแพทย์ จึงควรต้องทำคำตัดสินโดยแพทยสภา” หลายเรื่องทางการแพทย์ เป็นประเด็นที่เกินกว่าจะใช้ดุลพินิจของวิญญูชนทั่วไปมาทำคำตัดสิน
คดีนี้ทำให้คนทั่วไปเข้าใจขั้นตอนการทำงานของกระบวนวิธีพิจารณาคดีของแพทยสภาได้มากที่สุด ต้องขอบคุณสื่อที่ช่วยกันนำเสนอแทนแพทยสภา ทำให้ประชาชนทั่วประเทศเข้าใจว่า “ทำไมถึงต้องให้เวลากับกระบวนวิธีพิจารณาคดีของแพทยสภา (ที่เป็นระบบไต่สวน) อย่างเหมาะสม” เพราะข้อบังคับว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีจริยธรรม บังคับให้องค์คณะต้องเปิดโอกาสให้ 2 ฝ่าย นำเสนอหลักฐานอย่างเต็มที่ และองค์คณะมีอำนาจสืบค้นข้อเท็จจริงด้วยตนเอง ทำให้ไม่จำเป็นต้องมีทนาย (ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีความรู้ความสามารถเรื่องทางการแพทย์มากเท่าองค์คณะ) เข้ามาวุ่นวายในกระบวนการนี้
พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม น่าจะเป็นกฎหมายฉบับแรกๆ (หรืออาจจะแรกสุด) ที่ใช้ “ระบบไต่สวน” ในการค้นหาความจริงและทำคำตัดสิน องค์คณะผู้ไต่สวน คือ อนุจริยธรรมและอนุสอบสวน ทำงานร่วมกับองค์คณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสุดๆ ของราชวิทยาลัยทางการแพทย์หลายแห่ง
เปิดโอกาสให้ทั้ง 2 ฝ่ายนำเสนอพยานหลักฐานเต็มที่ แต่ในขณะเดียวกัน องค์คณะเองก็มีความรู้เรื่องราวในประเด็นทางการแพทย์อย่างดีมาก และน่าจะสูงกว่าคู่ความทั้ง 2 ฝ่าย จึงมีความสามารถในตัวเองที่จะทำความจริงให้ปรากฏ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพยานหลักฐานของคู่ความเพียงอย่างเดียว ไม่จำเป็นต้องให้ทนายความหรือคนนอกมานำเสนอ
วิธีนี้จะช่วยอุดช่องว่างในด้านข้อมูลข่าวสารที่อาจเป็นการพ้นวิสัยที่คู่ความฝั่งใดฝั่งหนึ่งจะหามานำเสนอด้วยตนเอง หรือคู่ความฝั่งใดฝั่งหนึ่งเจตนาปกปิดไม่นำเสนอ
ปัจจุบัน มีกฎหมายหลายอย่างที่ใช้ “ระบบไต่สวน” แทน “ระบบกล่าวหา” เช่น กม.เกี่ยวกับภาษีอากร กม.เกี่ยวกับคดีเด็กและเยาวชน กม.แรงงาน แต่ระบบไต่สวนของแพทยสภา (คหสต.) น่าจะเป็นระบบไต่สวนที่แน่นหนาและมีกระบวนวิธีพิจารณาคดีที่รัดกุมมากที่สุด เพราะเรื่องทางการแพทย์เกี่ยวพันกับความปลอดภัยในชีวิตของคนทั้งประเทศ
คดีนี้ทำให้เห็นว่า กรรมการแพทยสภา ไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้ง หรือแต่งตั้ง ล้วนตระหนักในหน้าที่ของตนเองดี ที่ผ่านมา อย่าว่าแต่คนนอกเลย แม้แต่แพทย์ด้วยกันก็ยังตั้งคำถามแรงๆ ใส่กรรมการแพทยสภาและคณะทำงาน แต่ผู้เกี่ยวข้องยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานตามหน้าที่เพื่อสืบหาข้อเท็จจริงไปตามขั้นตอนปกติ
มติของคณะกรรมการแพทยสภาที่เป็นผู้ออกคำสั่งหรือคำตัดสินคดีจริยธรรมหรือมาตรฐานวิชาชีพ มีที่มาจากเอกสารที่วางอยู่ตรงหน้า “เท่านั้น” ดังนั้น กรรมการแพทยสภาทุกคนจะไม่สามารถปักธงไว้ล่วงหน้าจนกว่าจะได้ศึกษาสำนวนและคำสรุปของอนุกรรมการทุกชุดจนถ่องแท้ ก่อนทำการ Vote ลงมติ หรือแม้จะมีธง แต่เมื่อมีเอกสารหลักฐานเวชระเบียนผลภาพรังสีต่างๆ วางอยู่ตรงหน้า จึงเป็นการยากที่จะตัดสินใจตามธง เพราะประเด็นทางการแพทย์เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ ที่ทุกการตัดสินใจในการรักษา ต้องมีเหตุผลรองรับ เพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัยให้กับประชาชนทั่วประเทศ
ทุกเสียง Vote ล้วนตัดสินใจบน “ข้อเท็จจริงทางการแพทย์” จากเวชระเบียนและจากการไต่สวนที่อนุกรรมการจริยธรรม อนุกรรมการสอบสวน และอนุกลั่นกรอง “ทำการบ้านมาให้ล่วงหน้า” ก่อนชงให้คณะกรรมการแพทยสภาชุดใหญ่ทำคำตัดสิน (ย้ำว่า คกก.พส. เท่านั้นที่มีอำนาจตัดสิน อนุทุกชุดแค่เป็นคณะทำงาน เป็นที่ปรึกษา เท่านั้น)
เดือนๆ หนึ่ง มีคดีที่แพทยสภาต้องทำคำตัดสินแบบนี้ไม่ต่ำกว่า 30 คดี มากสุดเท่าที่จำได้คือเกือบ 60 คดี!!! ทำให้แพทยสภาต้องตั้ง “อนุกรรมการกลั่นกรอง” เข้ามาช่วยงาน
ด้วยเหตุที่ อนุจริยธรรม และอนุสอบสวนล้วนแต่ต้องเป็นแพทย์ ทางแพทยสภาจึงมีมติตั้งอนุกลั่นกรองตามที่บัญญัติไว้ในข้อบังคับแพทยสภามานับสิบปีแล้ว เพื่อเปิดโอกาสให้คนนอกที่มิใช่แพทย์ เข้ามาช่วยถ่วงดุลและนำเสนอความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ในคดีแต่ละคดี คล้ายๆ กับคณะที่ปรึกษาเพื่อ check and balance ภายในองค์กรเอง
“อนุกลั่นกรอง” คดีนี้ทำให้คนนอกได้ทราบว่า มิใช่มีแต่แพทย์เท่านั้นที่ทำคำตัดสินจริยธรรมทางการแพทย์ ยังมีคนนอกที่มิใช่แพทย์ (อนุกรรมการกลั่นกรอง) เข้ามาช่วยให้ความเห็นที่สำคัญในทางกฎหมาย

