WHO เตือนโควิดกลับมาระบาดทั่วโลก จับตาสายพันธุ์ใหม่ NB.1.8.1 แพร่เชื้อเร็วขึ้น ไทยพบแล้ว 8

30.05.25 | 11:13 น.

ฮูเตือน! โควิดกลับมาระบาดหนักใน 3 ภูมิภาคทั่วโลก จับตาสายพันธุ์ใหม่ NB.1.8.1 แพร่เชื้อเร็วขึ้น ไทยพบแล้ว 8

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เผยแพร่ข้อมูลทางเฟซบุ๊กว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกประกาศเตือนสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่กลับมาน่ากังวลอีกครั้ง โดยตรวจพบพฤติกรรมของเชื้อ SARS-CoV-2 เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญใน 3 ภูมิภาคทั่วโลก ได้แก่ แปซิฟิกตะวันตก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก โดยมีปัจจัยสำคัญจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ NB.1.8.1 ที่กำลังแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว

รายงานล่าสุดจาก WHO ณ วันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ระบุว่า ตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ 2568 การระบาดของเชื้อ SARS-CoV-2 ทั่วโลกได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราการตรวจพบเชื้อ (test positivity rate) จากสถานเฝ้าระวังพุ่งสูงถึง 11% ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยพบเห็นนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567 ตัวเลขนี้สะท้อนการกลับมาระบาดในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะใน 73 ประเทศที่รายงานข้อมูลเข้ามา ขณะที่ภูมิภาคแอฟริกา ยุโรป และอเมริกา ยังคงมีระดับการแพร่ระบาดต่ำ โดยมีอัตราผลบวกอยู่ที่ประมาณร้อยละ 2-3 อย่างไรก็ตาม บางพื้นที่ในแถบแคริบเบียนและแอนเดียนในภูมิภาคอเมริกาเริ่มมีแนวโน้มผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเช่นกัน

เชื้อโควิด-19 ยังคงมีการพัฒนาและกลายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ต้นปี 2568 พบการเปลี่ยนแปลงของสายพันธุ์ที่ระบาดหลัก โอมิครอนสายพันธุ์ LP.8.1 ที่เคยแพร่หลายเริ่มลดลง และถูกแทนที่ด้วยสายพันธุ์ NB.1.8.1 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่อยู่ภายใต้การเฝ้าระวัง (Variant Under Monitoring – VUM) และกำลังเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว

ข้อมูลล่าสุด ณ กลางเดือนพฤษภาคม 2568 ชี้ว่า NB.1.8.1 คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 10.7 ของลำดับพันธุกรรมเชื้อทั่วโลกที่มีอยู่ เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากเพียงร้อยละ 2.5 เมื่อ 4 สัปดาห์ก่อนหน้า สายพันธุ์ NB.1.8.1 นี้ เป็นสายพันธุ์ย่อยของ XDV.1.5.1 (ซึ่งสืบเชื้อสายมาจาก JN.1) โดยพบตัวอย่างแรกเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2568

สิ่งที่น่ากังวลคือ NB.1.8.1 มีการกลายพันธุ์เพิ่มเติมหลายตำแหน่งบนโปรตีนหนาม (spike mutations) ได้แก่ T22N, F59S, G184S, A435S, V445H และ T478I จากการศึกษาพบว่า การกลายพันธุ์ที่ตำแหน่ง 445 (V445H) อาจเพิ่มความสามารถในการจับกับตัวรับ ACE2 ของเซลล์มนุษย์ ทำให้เชื้อแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น การกลายพันธุ์ที่ตำแหน่ง 435 (A435S) อาจลดประสิทธิภาพของแอนติบอดีบางชนิดในการลบล้างฤทธิ์เชื้อ การกลายพันธุ์ที่ตำแหน่ง 478 (T478I) อาจช่วยให้เชื้อหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันจากแอนติบอดีได้ดีขึ้น
แม้ว่า NB.1.8.1 จะยังคงมีสัดส่วนการระบาดที่ต่ำ แต่การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตก (จาก 8.9% เป็น 11.7%) อเมริกา (จาก 1.6% เป็น 4.9%) และยุโรป (จาก 1.0% เป็น 6.0%) เป็นสัญญาณที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบลำดับพันธุกรรมของ NB.1.8.1 เพียง 5 ตัวอย่าง และยังไม่พบในแอฟริกาหรือเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก

Advertisement

WHO ระบุว่า แม้การเพิ่มขึ้นของกิจกรรมเชื้อจะคล้ายคลึงกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แต่ยังคงไม่มีรูปแบบฤดูกาลที่ชัดเจนสำหรับการแพร่ระบาดของโควิด-19 นอกจากนี้ การรายงานข้อมูลผู้ป่วยโควิด-19 ที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ผู้ป่วยหนักในห้องไอซียู และผู้เสียชีวิต ยังคงมีจำกัดมากจากประเทศในภูมิภาคที่กำลังเผชิญกับการระบาดเพิ่มสูง ทำให้ WHO ไม่สามารถประเมินผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขได้อย่างเต็มที่

สำหรับสถานการณ์ในภูมิภาค รวมถึงประเทศไทย เมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก อัตราผลบวกเพิ่มจากร้อยละ 4 เป็น ร้อยละ 17 ในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงปลายเดือนเมษายน ก่อนจะลดลงเล็กน้อยเหลือร้อยละ 15 ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ประเทศที่พบการระบาดเพิ่มขึ้น ได้แก่ อียิปต์ คูเวต โอมาน ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และปากีสถาน ขณะที่ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อัตราผลบวกเพิ่มจากร้อยละ 0.5 ในช่วงต้นเดือนเมษายน เป็น ร้อยละ 5 ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ประเทศที่พบการระบาดเพิ่มขึ้นชัดเจน คือ มัลดีฟส์ และ ไทย โดยรายงานระดับชาติของอินเดียและไทยยังระบุถึงการตรวจพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ 16-20 ของปี ส่วนแปซิฟิกตะวันตก อัตราผลบวกเพิ่มจากร้อยละ 5 ในช่วงปลายเดือนมีนาคม เป็นร้อยละ 11 ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ประเทศและพื้นที่ที่พบการระบาดเพิ่มขึ้น ได้แก่ กัมพูชา จีน ฮ่องกง และสิงคโปร์

ทั้งนี้ การฉีดวัคซีนยังคงสำคัญ แม้อัตราการฉีดวัคซีนยังต่ำในกลุ่มเสี่ยง ข้อมูลล่าสุด (มกราคม – กันยายน 2567) พบว่าอัตราการรับวัคซีนโควิด-19 ในกลุ่มเสี่ยงทั่วโลกยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยผู้สูงอายุได้รับวัคซีนเพียงร้อยละ 1.68 และบุคลากรทางการแพทย์เพียงร้อยละ 0.96 ในปี 2567 (ถึง 30 กันยายน) อย่างไรก็ตาม WHO ยืนยันว่าวัคซีนโควิด-19 ที่ได้รับการอนุมัติในปัจจุบันยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการรุนแรงและการเสียชีวิต

คณะที่ปรึกษาทางเทคนิคด้านองค์ประกอบของวัคซีนโควิด-19 (TAG-CO-VAC) ของ WHO แนะนำในเดือนพฤษภาคม 2568 ว่า วัคซีนชนิด Monovalent ที่มุ่งเป้าไปที่สายพันธุ์ JN.1 หรือ KP.2 ยังคงเหมาะสม และวัคซีนที่มุ่งเป้าสายพันธุ์ LP.8.1 ก็สามารถใช้เป็นทางเลือกได้ สิ่งสำคัญคือไม่ควรชะลอการรับวัคซีน โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงสูง

คำแนะนำจาก WHO คือ แม้ว่าความเสี่ยงโดยรวมต่อสาธารณสุขโลกจากโควิด-19 จะยังคงประเมินว่าอยู่ในระดับสูง แต่ WHO ประเมินว่าสายพันธุ์ที่เฝ้าระวังอย่าง LP.8.1 และ NB.1.8.1 ในปัจจุบันยังไม่ได้ก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านสาธารณสุขเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นที่หมุนเวียนอยู่

อย่างไรก็ตาม WHO ยังคงแนะนำให้ทุกประเทศสมาชิก 1.ใช้แนวทางการจัดการโควิด-19 แบบบูรณาการตามความเสี่ยง และผนวกเข้ากับโครงการป้องกันและควบคุมโรคทางเดินหายใจอื่นๆ 2.ลงทุนอย่างต่อเนื่องในการเฝ้าระวัง การคุ้มครองชุมชน การดูแลทางคลินิก การเข้าถึงและการส่งมอบมาตรการทางการแพทย์ และการประสานงาน 3.คงไว้ซึ่งระบบเฝ้าระวังที่หลากหลาย ทั้งการเฝ้าระวังเชิงรุก การตรวจหาสายพันธุ์ และการติดตามจากน้ำเสีย 4.สร้างความมั่นใจในการเข้าถึงวัคซีนอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง 5.เสริมสร้างระบบการดูแลสุขภาพเพื่อการจัดการทางคลินิกที่มีคุณภาพสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 และภาวะลองโควิด 6.เพิ่มการสื่อสารความเสี่ยงและการมีส่วนร่วมของชุมชน 7.ไม่แนะนำให้ใช้ข้อจำกัดด้านการเดินทางหรือการค้า

โดยสรุป WHO เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง การปรับตัวตามแนวโน้มทางระบาดวิทยาที่เปลี่ยนแปลงไป และการใช้ประโยชน์จากกลยุทธ์การจัดการโควิด-19 เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบสำหรับรับมือกับภัยคุกคามจากโรคทางเดินหายใจทั้งหมด