นักวิชาการสิ่งแวดล้อมเตือน7ปัญหาน่าสะพรึง แนะรัฐไทยต้องจัดการเร่งด่วน!!

2.06.25 | 08:41 น.

นักวิชาการสิ่งแวดล้อมเตือน7ปัญหาน่าสะพรึง แนะรัฐไทยต้องจัดการเร่งด่วน!!

วันที่ 2 มิถุนายน นายสนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย เปิดเผย ผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat 

เรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมเร่งด่วนที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเวลานี้  และอยู่ระหว่างการให้รัฐบาลเข้าไปแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน ไม่แพ้ปัญหาเศรษฐกิจ โดย นายสนธิ ระบุว่า

ปัญหาสิ่งแวดล้อมเร่งด่วนของประเทศ ไทย..ที่ประชาชนกำลังรอความหวังจากรัฐบาล…
1 สารโลหะหนักปนเปื้อนทั้งสารหนูและสารตะกั่วในลำน้ำกกและลำน้ำแม่สายจ.เชียงราย ก่อให้เกิดความเดือดร้อนทั้งในเรื่องการใช้น้ำในลำน้ำและน้ำบ่อตื้น การจับสัตว์น้ำมาบริโภค เป็นต้น ประชาชนรอการแก้ไขปัญหาซึ่งขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนอย่างเป็นรูปธรรมจากรัฐบาล?

2.ฝุ่นPM 2.5 ที่จะกลับมาอาละวาดอีกครั้งหนึ่งในเดือนตุลาคมปีนี้ถึงเดือนมี นาคมปีหน้า ทั้งในเขตเมืองและชนบท ซึ่งประชาชนเฝ้ารอการคลอดของกฎหมายพ.ร.บ.อากาศสะอาด ซึ่งได้ผ่านวา ระหนึ่งของสภาผู้แทนไปแล้ว ถึงวันนี้ได้เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิ การวิสามัญแล้วก็ตาม แต่ข่าวคราวก็เงียบหายไป หากใช้ไม่ทันในปีนี้ ก็ถือว่าล้มเหลว..เป็นกฎหมายที่เร่งรีบทำ แต่ไม่รีบเสร็จ..

Advertisement

3.โรงงานสีเทาจากอุตสาหกรรมศูนย์ เหรียญที่เกิดจากจีนเทา+ไทยเทาและข้าราชการเทา ทำให้เกิดโรงงานประเภทคัดแยกและรีไซเคิลกากอุตสาหกรรมมาตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออก รวมทั้งจังหวัดสมุทรสาครจำนวนมาก ส่วนใหญ่ใช้วิธีการขออนุญาตก่อสร้างจากท้องถิ่นเพื่อสร้างเป็นโกดังเก็บของและค่อยมาขออนุญาตเป็นโรงงานอีกครั้งหนึ่ง เมื่อได้รับอนุญาตแล้วก็จะนำกากอุตสาหกรรมที่เหลือจากการผลิตแอบทิ้งและฝังไว้ในพื้นที่โรงงานและส่งต่อไปกำจัดแบบผิดกฎหมาย

ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมส่งทีมไปตรวจจับแต่พื้นที่ท้องถิ่นส่วนใหญ่กลับอ้างไม่รู้ ทั้งๆที่โรงงานหรือโกดังดังกล่าวตั้งอยู่ในพื้นที่ตนเอง ทุกวันนี้ประชาชนรอกฎหมายพรบ.โรงงานและพ.ร.บ.การจัดการกากอุตสาหกรรมฉบับใหม่เพื่อจะได้นำมาใช้แก้ไขปัญหาดังกล่าวให้เด็ดขาดต่อไป

… แต่คงอีกนาน

 

4.ภัยพิบัติธรรมชาติที่เกิดจากพายุ ฝนตก น้ำท่วม ดินถล่ม หลุมยุบ แผ่นดินไหว เป็นต้น อันเนื่องมาจากภาวะโลกที่ร้อนขึ้น สิ่งที่ประชาชนเฝ้ารอคือแผนที่แสดงจุดเสี่ยงของแต่ละจังหวัด แผน แจ้งเตือนภัย แผนเผชิญเหตุ แผนการอพยพและแผนการฟื้นฟู ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐ บาลต้องทำให้เกิดขึ้นในทุกจังหวัด เพื่อเตรียมความพร้อมในการป้องกันเพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากภัยพิ บัติมากนัก.. แต่คงอีกนานจึงจะได้เห็นเป็นรูปธรรม..ทุกวันนี้ประชาชนบางส่วนเริ่มฟังคำทำนายจากหมอดูเป็นหลัก และกรมอุตุนิยมวิทยาเป็นรอง..

5 ขยะชุมชนที่เกิดขึ้นทั่วประเทศซึ่งมีถึงปีละ26.7ล้านตัน กำจัดได้ถูกต้องเพียงแค่ 7.2 ล้านตัน มีกองขยะชุมชนที่นำไปเทกองเป็นภูเขาทั่วประเทศเกือบ 2,000 แห่ง ฤดูร้อนเกิดไฟไหม้ ฤดูฝนเกิดน้ำท่วม ส่วนฤดูหนาวส่งกลิ่นเหม็นทั้งแมลงและสัตว์แทะรบกวนชุมชนใกล้เคียง เห็นได้ชัดคือกองภูเขาขยะที่ชุม ชนแพรกษา จ.สมุทรปราการ. ถึงวันนี้ยังไม่มีแผนการจัดการที่ชัดเจนในการที่จะลดกองขยะดังกล่าว แต่กลับมีกองขยะที่ผิดกฎหมายเกิดขึ้นทั่วประเทศซึ่งไม่ใช่เป็นการจัดการที่ถูกหลักสุขา ภิบาลเหมือนประเทศที่พัฒนาแล้ว..

6. พื้นที่ 3 จังหวัดภาคตะวันออกระยองชลบุรี ฉะเชิงเทราประกาศเป็นเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(EEC) มีนักลง ทุนเข้ามาจำนวนมากก็จริง แต่ที่ผ่านมาการพัฒนาดังกล่าวกับล้มเหลวในด้านการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในพื้นที่อย่างสิ้นเชิง เนื่องจากมีทั้งการทิ้งกากอุตสาหกรรมในพื้นที่และการปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมรวมทั้งการเกิดไฟไหม้ปล่อยสารเคมีบ่อยครั้งมาก.. สิ่งที่ตามมาคือประชาชนในพื้นที่ป่วยเป็นโรคที่เกิดจากสารเคมีและสารโลหะหนักมากที่สุดในประเทศไทย .. ขณะที่ประชาชนจังหวัดปราจีนบุรีได้ออกประกาศว่าจังหวัดปราจีนบุรีไม่ขอเข้าร่วมเป็นพื้นที่EEC

7.ปัญหาอื่นๆ เช่น เปลี่ยนพื้นที่จัดที่ดินทำกินให้ชุมชน” (คทช.)กลายเป็นพื้นที่ปลูกทุเรียนโดยกลุ่มทุนไทยเทาและจีนเทา, ตึกสตง.ที่ใช้เหล็กและปูนไม่ได้คุณภาพถล่มลงมารวมทั้งการเกิดอุบัติ เหตุการก่อสร้างทางบนถนนพระราม 3 บ่อยครั้ง, การก่อสร้างที่มีผู้รับเหมาหลายช่วง,การไม่ปฏิบัติตามมาตรการในรายงานEIA และข้อกำหนดทางกฎ หมายก่อให้เกิดผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยทั้งต่อพนัก งานและประชาชน.. ทั้งหมดยังขาดความชัดเจน ในการแก้ไขปรับปรุง