สสรท. ออกโรงหนุน มติแแพทยสภา จี้ทุกฝ่ายเคารพกระบวนการอิสระวิชาชีพ
เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) ออกแถลงการณ์ เรื่อง แสดงจุดยืนในการสนับสนุนมติของแพทยสภา เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 ที่เสนอลงโทษแพทย์ 3 ราย เกี่ยวข้องกับการรักษานายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ชั้น 14 โรงพยาบาล (รพ.) ตำรวจ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันเคารพกระบวนการอิสระขององค์กรวิชาชีพ
ข้อความระบุว่า สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) เป็นองค์กรของขบวนการสหภาพแรงงาน ซึ่งมีองค์กรสมาชิกที่เป็นสหภาพแรงงานทั้งที่เป็นรัฐวิสาหกิจ เอกชน ลูกจ้างภาครัฐ แรงงานนอกระบบ แรงงานกลุ่มเสี่ยง มีวัตถุประสงค์ในการก่อตั้งเพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธิของพี่น้องผู้ใช้แรงงาน และขับเคลื่อนในประเด็นประโยชน์สาธารณะเสมอมา จากสถานการณ์ทางการเมืองอันสืบเนื่องมาจากมีบุคคลซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่กระทำความผิดในคดีทุจริต คอร์รัปชัน และได้หลบหนีคดีไปยังต่างประเทศและเมื่อเดินทางกลับมาประเทศไทยเมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2566 ได้ถูกจับกุมดำเนินคดี ต่อมาศาลมีคำพิพากษาให้จำคุก แต่กลับกลายเป็นว่าแทนที่บุคคลดังกล่าวจะเคารพในคำตัดสินของกระบวนการยุติธรรม กลับใช้เล่ห์เพทุบายทุกด้าน โดยการสนับสนุนของบุคคลบางคนที่มีอำนาจในรัฐบาล ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ตนเองนั้นไม่ต้องไปจองจำอยู่ในเรือนจำโดยไม่สำนึกต่อความผิด ไม่ใส่ใจว่าใคร ผู้ใด จะได้รับผลกระทบตามมาอย่างไร การกระทำดังกล่าวทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศ เสื่อมเสียต่อกระบวนการยุติธรรม และกรมราชทัณฑ์ โดยอ้างว่า ป่วยรุนแรง โรงพยาบาลกรมราชทัณฑ์ไม่สามารถรักษาได้ จึงได้ส่งตัวไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจในห้องพิเศษชั้นที่ 14 ตามที่ปรากฏเป็นข่าว
ตามมาด้วยคำถามในสังคมเป็นวงกว้างว่า บุคคลดังกล่าวป่วยจริงหรือไม่ การนำตัวออกจากเรือนจำชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ไปรักษาตัวในสถานที่ดังกล่าวจริงหรือไม่ มีบุคคลใดบ้างที่ให้การสนับสนุนจนกระบวนการเอาคนผิดมาลงโทษไม่เป็นไปตามกฎหมาย และกฎเกณฑ์ทางสังคม ซึ่งต่อมาแพทยสภาได้มีการประชุมเพื่อพิจารณาถึงพฤติกรรมของแพทย์ที่รักษา
และมีการลงโทษแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ จำนวน 3 คน โดยตักเตือน 1 คน ในกรณีประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ไม่ได้มาตรฐาน และพักใช้ใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม 2 คน ในกรณีให้ข้อมูลและเอกสารทางการแพทย์อันไม่ตรงกับความเป็นจริง
ต่อมาแพทยสภาส่งเรื่องให้รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) รับทราบในฐานะสภานายกพิเศษตามกระบวนการและขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แต่รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขได้โต้แย้งเป็นลายลักษณ์อักษรไม่เห็นด้วยกับมติของแพทยสภาโดยอ้างว่า การวินิจฉัยความผิดและการลงโทษแพทย์ทั้งสามนั้นของคณะกรรมการแพทยสภาดังกล่าวมิได้นําข้อเท็จจริงอันเกี่ยวกับพฤติการณ์แวดล้อมของการกระทำของผู้ที่ถูกกล่าวโทษมาประกอบการพิจารณา
สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) ได้ติดตามเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด มีการพูดคุย ประชุมหารือกันในหมู่องค์กรสมาชิก และกรรมการบริหารว่าจะมีท่าทีเรื่องนี้อย่างไร และในคราวประชุมประจำเดือนกรรมการบริหาร สสรท. เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2568 ที่ประชุมได้มีมติให้ สสรท. ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนในการสนับสนุนมติของแพทยสภาซึ่งได้พิจารณาคดีจริยธรรมของแพทย์ตามกระบวนการที่เป็นธรรม โปร่งใส และยึดมั่นในหลักวิชาชีพเวชกรรม โดยมุ่งหวังให้การประกอบวิชาชีพของแพทย์เป็นไปอย่างมีมาตรฐาน และอยู่บนพื้นฐานของจริยธรรมแห่งวิชาชีพที่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525
สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) ขอเป็นกำลังใจแก่คณะกรรมการแพทยสภาในการทำหน้าที่ควบคุมคุณภาพมาตรฐานจริยธรรมของแพทย์ไทย ให้ดำรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีความเป็นธรรม และความน่าเชื่อถือของวิชาชีพแพทย์ในสายตาสังคม และเห็นว่าการตัดสินของแพทยสภา เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 ถือเป็นความกล้าหาญในการยึดถือหลักจริยธรรมของวิชาชีพและความถูกต้องเหนือผลประโยชน์ส่วนตน ประกอบการพฤติกรรมของผู้ป่วยเองจากสภาพร่างกายที่ปรากฏตัวต่อสาธารณะนั้น ไม่ได้มีอาการรุนแรงอย่างที่แถลงก่อนหน้านี้
สสรท. จึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันเคารพกระบวนการอิสระขององค์กรวิชาชีพ และร่วมกันธำรงไว้ซึ่งจริยธรรมอันเป็นรากฐานสำคัญของวิชาชีพแพทย์ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน และเพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิของกระบวนการยุติธรรมและความมั่นคงทางสังคมให้เข้มแข็งต่อไปจึงขอให้ผู้เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการลงโทษต่อผู้กระทำความผิดอันเป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งปวงโดยเร็วก่อนที่ศักดิ์ศรีของประเทศไทยจะเสื่อมถอยไปมากกว่านี้


