‘สมศักดิ์’ ผนึก ‘สธ.–สปสช.’ ยันเงินบำรุง รพ.เหลือ 4.6 หมื่นล้าน ขาดทุนแค่ 13 แห่ง บัตรทองไม่ล่ม

4.06.25 | 18:16 น.

‘สมศักดิ์’ ผนึก ‘สธ.–สปสช.’ ยันเงินบำรุง รพ.เหลือ 4.6 หมื่นล้าน ขาดทุนแค่ 13 แห่ง บัตรทองไม่ล่ม

วันนี้ (4 มิถุนายน 2568) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) พร้อมด้วย นพ.วิชัย โชควิวัฒน กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และ นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ รองปลัด สธ. แถลงชี้แจงต่อสาธารณะเกี่ยวกับประเด็นเงินบำรุงโรงพยาบาล และการบริหารจัดการงบประมาณระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมบอร์ด สปสช. ครั้งที่ 6/2568

 

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ประเด็นเงินบำรุงโรงพยาบาลติดลบ และมีการระบุอ้างถึงสาเหตุมาจากสิทธิประโยชน์ในระบบบัตรทองที่บริหารจัดการโดย สปสช. และการจ่ายชดเชยค่าบริการที่ไม่สะท้อนต้นทุนค่าบริการนนั้น จากข้อมูลการเข้ารับบริการผู้ป่วยนอกผู้ใช้สิทธิบัตรทองในโรงพยาบาลสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) พบว่า มีประมาณ 304 ล้านครั้ง ขณะที่ สปสช. ได้จ่ายชดเชยค่าบริการไปจำนวน 220 ล้านครั้ง ซึ่งหมายความว่า เงินบำรุงที่เป็นรายได้ของโรงพยาบาล ก็จะมาจากงบในกองทุนบัตรทอง ประกันสังคม และสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ รวมถึงเงินรายได้จากประชาชนที่มาใช้บริการ อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อมูลเงินบำรุงโรงพยาบาลสังกัด สป.สธ. พบว่า มีโรงพยาบาลที่ขาดทุน และเงินบำรุงติดลบจริงเพียง 13 แห่ง ซึ่งมั่นใจว่า สาเหตุขาดทุนไม่ใช่จากระบบบัตรทอง แต่อาจมาจากเรื่องอื่น ซี่งกำลังตรวจสอบอยู่ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าตัวเลขการขาดทุนไม่ได้น่าตกใจ หรือเป็นที่กังวล

Advertisement

“โรงพยาบาลทั้ง 13 แห่ง ต้องดูว่า มีสาเหตุอะไรถึงขาดทุน และเราจะมีคณะทำงานลงไปพื้นที่ เพื่อเอาข้อมูลนี้ไปเป็นโจทย์ และเป็นขอบเขตการทำงาน ในการให้บริษัทเอกชนระดับโลก ที่จะเข้ามาตรวจสอบการบริหารจัดการงบบัตรทองได้ตรวจสอบเพื่อให้ครอบคลุม เพื่อชี้ให้เห็นด้วยว่า มีบริการใดที่เป็นประโยชน์อยู่บ้าง และสิทธิประโยชน์ใดที่ควรถูกลด ซึ่งนโยบายลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ด้วยการนับคาร์บ (คาร์โบไฮเดรต) ก็ต้องถูกตรวจสอบด้วยเช่นกันว่า ได้เกิดประโยชน์และเหมาะสมกับการใช้งบประมาณหรือไม่ รวมถึงมีผลอย่างไรต่อระบบสุขภาพของประเทศโดยรวม” นายสมศักดิ์ กล่าว

ด้าน นพ.มณเฑียร กล่าวว่า สถานะเงินบำรุงโรงพยาบาลสังกัด สป.สธ. พบว่า มีอยู่ประมาณ 4.6 หมื่นล้านบาท เป็นเงินสุทธิหลังหักหนี้สิน หากเทียบในช่วงก่อนสถานการณ์โควิด–19 ที่โรงพยาบาลมีเงินบำรุงรวมกันประมาณ 6,000 ล้านบาท และปัจจุบันสถานะเงินบำรุงของโรงพยาบาลก็มากกว่าอย่างมาก อย่างไรก็ตามหากเทียบกับสถานการณ์เงินบำรุงในช่วงปี 2565 – 2566 กับปัจจุบัน ก็จะพบว่าขณะนี้มีแนวโน้มที่เงินบำรุงโรงพยาบาลจะลดลง แต่ทั้งนี้ ในส่วนโรงพยาบาลที่มีปัญหาขาดทุน ก็จะมีทีมงานลงไปตรวจสอบเพื่อหาทางแก้ปัญหาต่อไป

“สธ.สามารถบริหารจัดการได้กับเงินบำรุงที่มีอยู่ในขณะนี้ และคงไม่มีปัญหาอะไร และไม่มีผลกระทบต่อการดูแลรักษาประชาชน แต่ในส่วนโรงพยาบาลที่ขาดทุน 13 แห่ง คาดว่ามีหลายสาเหตุที่ปะปนกัน ต้องตรวจสอบและเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหา” นพ.มณเฑียร กล่าว

นพ.จเด็จ กล่าวว่า ในส่วนการจ้างหน่วยงานภายนอกที่เป็นบริษัทเอกชนระดับโลก หรือ กลุ่มบิ๊กโฟร์ เพื่อเข้ามาตรวจสอบการบริหารจัดการงบบัตรทอง จะเป็น สปสช.ที่รับผิดชอบดำเนินการ ตามที่ บอร์ด สปสช. ได้มีมติวันนี้ (4 มิถุนายน 2568) และมอบหมาย อย่างไรก็ตาม ข้อสั่งการในการตรวจสอบของรัฐมนตรีว่าการ สธ. ก็ต้องการให้มีการตรวจสอบในเรื่องการจัดสรรงบ รวมถึงการรับงบของหน่วยบริการ และแนวทางจัดสรรงบนอกจากนี้ บอร์ด สปสช. ยังมอบหมายให้ สปสช. ตั้งคณะทำงานงพื้นที่ตรวจสอบปัญหาข้อร้องเรียนต่างๆ เช่น การกรอกข้อมูลการเบิกจ่ายที่ไม่ถูกต้อง หรือการใช้บัตรประชาชนมารับบริการอย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งทุกปัญหาจะถูกนำมากำหนดขอบเขตการตรวจสอบให้กับบริษัทเอกชนได้ตรวจสอบ และ บอร์ด สปสช. ต้องการให้รายงานผลการตรวจสอบภายใน 3 เดือน

นพ.จเด็จ กล่าวอีกว่า บอร์ด สปสช. ยังเห็นชอบในหลักการ และมอบหมายให้ สปสช. ร่วมตั้ง คณะกรรมการศึกษาต้นทุนและอัตราจ่ายที่เหมาะสมให้โรงพยาบาล โดยให้บูรณาการร่วมกันกับสำนักงานประกันสังคม (สปส.) และกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ภายใต้คณะกรรมการพิจารณาค่ารักษาพยาบาลของสวัสดิการรักษาพยาบาลของประเทศไทย (บอร์ดพิจารณาค่ารักษาพยาบาล) ที่มี นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน เพื่อดูต้นทุนค่าบริการในภาพใหญ่ของประเทศ ซึ่งจะไม่ใช่ดูแค่งบบัตรทอง ที่จัดสรรให้กับโรงพยาบาล แต่จะดูทุกกองทุนสุขภาพ เพื่อให้ทุกหน่วยงานที่ดูแลสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลภาครัฐ ใช้เป็นแนวทางในการชดเชยค่าบริการสาธารณสุข และลดปัญหาโรงพยาบาลขาดทุน

ขณะที่ นพ. วิชัย กล่าวว่า ต้องขอบคุณ สป.สธ. ที่จัดทำตัวเลขเงินบำรุงโรงพยาบาลในสังกัด และเสนอต่อที่ประชุมบอร์ด สปสช. ที่ทำให้เห็นรายได้ รายจ่าย หนี้สินของโรงพยาบาลที่ปรากฏ และพบว่ามีโรงพยาบาลขาดทุนเพียง 13 แห่ง ซึ่งผ่านการตรวจสอบที่ครบถ้วนแล้ว รวมถึงรวมรายได้ที่เรียกเก็บชดเชยจากทั้ง 3 กองทุนสุขภาพแล้ว และเงินบำรุงสุทธิในภาพรวมก็ยังเหลือกว่า 4.6 หมื่นล้านบาท

“ซึ่งหากเทียบกับช่วงแรกของการก่อตั้งระบบบัตรทอง เงินบำรุงโรงพยาบาลมีอยู่หลักพันล้านบาท และในช่วงโควิด-19 ขยับขึ้นสูงไปถึง 9 หมื่นล้านบาท และนำไปพัฒนายกระดับโรงพยาบาล ซึ่งเงินบำรุงก็ยังเหลืออยู่ประมาณ 4.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งสถานะอาจเรียกว่ามั่นคงอย่างเดียวไม่ได้ คงต้องเรียกว่ามั่งคั่งด้วย ซึ่งนับตั้งแต่ นายสมศักดิ์มาเป็นรัฐมนตรีว่าการ สธ. ก็สร้างความมั่นคง และมั่งคั่งให้กับ สป.สธ.ได้อย่างดีมาก” นพ.วิชัย กล่าวและว่า ระบบัตรทองจะจ่ายชดเชยในอัตราค่าบริการที่ต่ำสุดหากเทียบกับอีก 2 ระบบ คือ ระบบประกันสังคม และสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ แต่ระบบบัตรทองต้องดูแลประชากรจำนวนมากกว่า ก็จะมีอัตราการเข้ารับบริการจำนวนมาก ซึ่งต้องยอมรับว่า อัตตราการจ่ายชดเชยค่าบริการนั้น โรงพยาบาลเองก็ต้องการให้จ่ายชดเชยในอัตราเดียวกันกับสิทธิประกันสังคม และสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ