บอร์ดสปสช.เห็นชอบตั้งทีมศึกษาต้นทุน-อัตราจ่าย รพ. จ้าง ‘บิ๊กโฟร์’ ตรวจสอบกองทุนใน10เดือน
วันนี้ (5 มิถุนายน 2568) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมบอร์ด สปสช. ครั้งที่ 6/2568 เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา ว่า ที่ประชุมบอร์ด สปสช. มีมติเห็นชอบข้อเสนอให้มีการตั้ง คณะกรรมการศึกษาต้นทุนและอัตราจ่ายที่เหมาะสมให้โรงพยาบาล และเห็นชอบในหลักการเพื่อทำการศึกษาฯ เพื่อให้หน่วยงานที่ดูแลสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลภาครัฐใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาจ่ายชดเชยค่าบริการสาธารณสุขและลดปัญหาโรงพยาบาลขาดทุน นอกจากนี้ ได้มอบให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ประสานคณะกรรมการพิจารณาค่ารักษาพยาบาลของสวัสดิการรักษาพยาบาลของประเทศไทย ที่มีนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน เพื่อให้พิจารณาผลจากการศึกษาที่เกิดขึ้นนี้

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ในวาระพิจารณานี้ ที่ประชุมฯ ยังมอบให้ สปสช. ต้องเผยแพร่ข้อมูลรายได้และเงินบำรุงภาพรวมของโรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) จากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ปีงบประมาณ 2568 ที่เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2567 เพื่อเทียบระหว่างไตรมาส กว่า 1,400 ล้านบาท ต่อสาธารณะและกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ทั้งนี้ ก็เพื่อทำความชัดเจนของข้อมูล ทำความเข้าใจ และสื่อสารต่อสังคม เพื่อยืนยันว่าระบบสาธารณสุขไม่ได้มีผลกระทบจากเงินบำรุงหรือเงินงบประมาณ และให้ดำเนินการได้ทันที
นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ที่มาของข้อเสนอนี้ มาจากความเห็นและข้อเสนอของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งได้เผยแพร่เป็นวงกว้างจากเวทีการเสวนา รวมถึงในสื่อออนไลน์ต่างๆ ระบุในทิศทางว่าระบบสาธารณสุขของประเทศจะพังในอีก 3 ปี เนื่องจากมีโรงพยาบาลรวม 218 แห่ง มีเงินบำรุงโรงพยาบาลติดลบ โดยมีสาเหตุจากการบริหารจัดการงบประมาณระบบบัตรทองของ สปสช. ที่จ่ายชดเชยค่าบริการผู้ป่วยในได้เพียง 7,100 บาท ต่อ AdjRW (Adjusted Relative Weight) ขณะที่ต้นทุนค่าบริการของโรงพยาบาลสังกัด สป.สธ. อยู่ที่ 13,000 บาทต่อ AdjRW
“อีกทั้งปัจจุบัน วิธีการจ่ายชดเชยค่าบริการสาธารณสุขของแต่ละระบบสวัสดิการรักษาพยาบาล คือ ระบบบัตรทอง ระบบประกันสังคม และระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ก็มีความแตกต่างกัน จึงอาจมีผลต่อเงินบำรุงโรงพยาบาลได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของกองเศรษฐกิจสุขภาพและหลักประกันสุขภาพ สธ. ได้ระบุภาพรวมเงินบำรุงโรงพยาบาลสังกัด สป.สธ. เมื่อไตรมาส 2 ของปีงบประมาณ 2568 พบว่า ยังคงเหลือมากกว่า 46,000 ล้านบาท และพบว่า มีโรงพยาบาลที่มีเงินบำรุงหลังหักหนี้สินเป็นลบ และมีทุนสำรองสุทธิเป็นลบ จำนวน 13 แห่ง ซึ่งมีทั้งโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลชุมชน ในจำนวนนี้มีเงินบำรุงรวมกันก่อนหักหนี้สินจำนวน 350.21 ล้านบาท แต่เมื่อหักหนี้สินแล้ว กลับเหลือเงินบำรุงติดลบถึง 1,426.58 ล้านบาท และในภาพรวมเงินบำรุงโรงพยาบาลสังกัด สธ. เหลือรวมกันกว่า 4.6 หมื่นล้านบาท ดังนั้น จึงจำเป็นต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้องต่อประชาชนว่าระบบสาธารณสุขของประเทศไทยยังมีความมั่นคง” นายสมศักดิ์ กล่าว
รัฐมนตรีว่าการ สธ. กล่าวว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมฯ ยังได้พิจารณาวาระ เรื่องการจ้างหน่วยงานภายนอกตรวจสอบการบริหารและการใช้จ่ายงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยมีมติรับทราบข้อสั่งการในการจ้างหน่วยงานภายนอกตรวจสอบการบริหารจัดการงบประมาณบัตรทอง ซึ่งเป็นไปตามข้อสั่งการก่อนหน้านี้ มีบริษัทตรวจสอบการบัญชีที่เป็นภาคเอกชน และมีความน่าเชื่อถือรวม 4 บริษัท โดยจะทำการจัดจ้างบริษัทใดบริษัทหนึ่งเข้ามาตรวจสอบเพื่อให้รายงานผลต่อผู้มีอำนาจในการกำกับดูแลกองทุนบัตรทอง พร้อมกับเสนอแนวทางปรับปรุงแก้ไขในกรณีที่พบว่ามีข้อบกพร่อง หรือมีความเสี่ยงต่อการบริหารจัดการ ซึ่งบอร์ด สปสช. ขอให้รายงานผลการตรวจสอบครั้งแรกภายใน 3 เดือน และให้ดำเนินการตรวจสอบให้แล้วเสร็จก่อนรายงานอีกครั้งในระยะ 10 เดือน
“บอร์ด สปสช. ยังมอบหมายให้ สปสช. ร่วมกับหน่วยบริการในระบบบัตรทอง ในการพัฒนาระบบบันทึกข้อมูลบัญชีของโรงพยาบาล พร้อมให้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้กับเจ้าหน้าที่ของหน่วยบริการ หรือโรงพยาบาล เพื่อให้เข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับการจัดสรรเงินของ สปสช.” นายสมศักดิ์ กล่าว

ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช.กล่าวว่า ประเด็นที่บอร์ด สปสช. มีมติเห็นชอบข้อเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการศึกษาต้นทุนและอัตราจ่ายที่เหมาะสมให้โรงพยาบาล และเห็นชอบในหลักการที่ให้มีการศึกษาต้นทุนและอัตราจ่ายที่เหมาะสมให้โรงพยาบาล เพื่อให้ทุกหน่วยงานที่ดูแลสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลภาครัฐใช้เป็นแนวทางในการชดเชยค่าบริการสาธารณสุขนั้น สปสช. จะนำมตินี้จัดทำเป็นข้อเสนอ เพื่อเข้าที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาค่ารักษาพยาบาลของสวัสดิการรักษาพยาบาลของประเทศไทย (บอร์ดพิจารณาค่ารักษาพยาบาล) ต่อไป สำหรับการตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าว จะเป็นการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่าง สปสช. สำนักงานประกันสังคม (สปส.) และกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง และทำงานภายใต้การทำงานในบอร์ดพิจารณาค่ารักษาพยาบาล เนื่องจากต้องพิจารณาต้นทุนค่าบริการสาธารณสุข ทั้งระบบสุขภาพในภาพรวมของประเทศ ไม่ใช่เพียงต้นทุนการจ่ายค่าบริการของ สปสช. โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ทุกหน่วยงานที่ดูแลสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลภาครัฐใช้เป็นแนวทางในการชดเชยค่าบริการสาธารณสุขในอนาคตต่อไป

