ประชาคมหมอ แฉแหลก บันได 5 ขั้น ดิ้นรนเฮือกสุดท้าย ปล่อยไลน์หลุด ยั่วให้ฟ้อง
เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ นายกิตติกร โล่ห์สุนทร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ทำหนังสือด่วนที่สุด เลขที่ สธ 0100.2/2033 ลงวันที่ 6 มิถุนายน 2568 ถึงผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ เรื่อง ขอให้ตรวจสอบจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมและกรรมการแพทยสภา กรณีแชตไลน์แพทยสภาหลุด ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรักษานายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ชั้น 14 โรงพยาบาล (รพ.) ตำรวจ โดยผู้ที่ถูกร้องเรียนให้มีการตรวจสอบทั้งหมด 5 คน ซึ่งมีทั้งคนนอก กรรมการแพทยสภา และเจ้าหน้าที่แพทยสภา นั้น
ล่าสุด เพจ ประชาคมแพทย์ ได้ออกมาแสดงท่าทีตอบโต้ถึงกรณีการทำหนังสือให้ตรวจสอบจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมและกรรมการแพทยสภาดังกล่าว โดยระบุข้อความว่า “ปล่อยแชตหลุด-ยั่วให้ฟ้อง-ยุทธวิธีขั้นสุดท้ายของคนดิ้นเฮือก”
“แชตหลุด-ข่าวปล่อย-ฟ้องหมิ่น : เฮือกสุดท้ายของทีมงานทนาย VIP ชั้น14”
ยุทธวิธีดิ้นเฮือกสุดท้ายของอดีตนายกรัฐมนตรี : เมื่อแพทยสภาตกเป็นเป้าการเมือง ประวัติศาสตร์ทางการเมืองไทยอาจต้องบันทึกไว้อีกครั้ง ว่าอดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง ไม่เพียงใช้เวทีการเมืองเพื่อ “ผลประโยชน์” เท่านั้น หากยังลากองค์กรวิชาชีพอย่าง “แพทยสภา” เข้าสู่เกมการต่อรองด้วยกลยุทธ์บั่นทอนความน่าเชื่อถือ เพื่อสั่นคลอนผลของมติที่เขาไม่สามารถต่อกรด้วยเหตุผลทางวิชาการได้
เมื่อไม่อาจหักล้างข้อพิจารณาทางการแพทย์ที่เป็นกลางได้โดยตรง จึงใช้ยุทธวิธีเบี่ยงประเด็น เล่นงาน “ตัวบุคคล” เพื่อทำให้กระบวนการลงมติในวันที่ 12 มิถุนายนนี้ ขาดน้ำหนักในสายตาสาธารณะ
Step 1 : ยิงเปิดเกม-สั่นคลอนจริยธรรม
วันที่ 27 พฤษภาคม 68 ทนายความระดับสูงรายหนึ่ง ซึ่งอยู่ในกลุ่มผู้ยื่นเรื่องวีโต้มติแพทยสภา ออกมาคุยกับสื่ออย่างมีนัยยะ ดูเหมือนไม่เป็นทางการ โดยกล่าวหาว่า “แพทยสภาบางคนก็ไม่มีจริยธรรม” พร้อมโยงคำพูดทางการเมืองว่า “บางคนลืมนกหวีดไว้ข้างหลัง” ซึ่งเป็นการเบลอเส้นแบ่งระหว่างวิชาชีพกับการเมืองอย่างจงใจ
ต่อมาในวันเดียวกัน อดีตนายกรัฐมนตรีหยิบวาทกรรมนี้ขึ้นมาใช้ทันที กล่าวหากรรมการแพทยสภาบางคนว่า “ไร้จริยธรรม” พร้อมเปิดเผยว่า มีการส่งข้อความด่าทอในกลุ่มไลน์ของกรรมการ และมีคนตอบกลับด้วยสติ๊กเกอร์ “Yes”-ใช้วิธีเดียวกันคือ “โยนความคลุมเครือ” ใส่ตัวบุคคลเพื่อสร้างความเคลือบแคลงใจในที่ประชาชน
Step 2 : เผยไต๋-กดดันรายบุคคลผ่านสื่อ
ในวันถัดมา อดีตนายกฯ ให้สัมภาษณ์ต่อเนื่อง โดยระบุว่า “รู้ชื่อแล้วด้วย” ว่าใครเป็นผู้ส่งข้อความในแชตไลน์ที่หลุด พร้อมท้าทายต่อหน้าสื่อว่า “จะให้เปิดเผยไหมล่ะ” ซึ่งการเปิดชื่อบุคคลที่อยู่ในกระบวนการตัดสิน เป็นกลยุทธ์กดดันทางสังคมอย่างชัดเจน-เพื่อทำให้กรรมการผู้นั้นสูญเสียความมั่นคงทางจิตใจ และอาจถูกร้องให้ถอนตัว
Step 3 : เสริมเกมกฎหมาย-ยื่นร้องเรียนต่อกระทรวง
จากนั้นไม่นาน ทนายอีกคน (ตัวละครที่สาม) ได้ยื่นหนังสือต่อเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวหาว่ากรรมการแพทยสภาบางคนไม่เป็นกลาง โดยใช้ “แชตไลน์หลุด” เป็นหลักฐาน และชี้ว่าแชตดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาก่อนการประชุมลงมติของแพทยสภา-เป้าหมายคือการทำให้กรรมการบางราย “หมดสิทธิ์ลงคะแนน” โดยอ้างว่าอยู่ในภาวะขัดกันแห่งผลประโยชน์ และ Step นี้มีคนรับลูกแล้ว วันนี้
Step 4 : ปล่อยชื่อ-ใช้ AI สร้างของปลอม? กดดันให้ฟ้องกลับ
ในขั้นนี้ เกมเริ่มเข้มข้นขึ้น มีความเป็นไปได้สูงว่ารายชื่อของกรรมการที่ถูกกล่าวหาจะถูกเผยแพร่ต่อสื่อมวลชน ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือในนามของ “แหล่งข่าวไม่ประสงค์ออกนาม” เพื่อเร่งเร้าให้บุคคลเหล่านั้นตอบโต้ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ หรือฟ้องหมิ่นประมาทกลับ
อย่างไรก็ตาม ข้อความในแชตไลน์ที่ถูกกล่าวอ้างนั้น ก็มีข้อกังขาไม่น้อยในหมู่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน โดยเคยมีผู้วิเคราะห์ด้วยเครื่องมือ AI พบว่า ข้อความบางตอนดูเหมือนพิมพ์ด้วยอารมณ์-เช่นการพิมพ์รัว สะกดผิดแบบ “ตั้งใจให้ดูไม่ตั้งใจ” รวมถึงการใช้คำที่ไม่เป็นธรรมชาติ-จนหลายคนตั้งข้อสงสัยว่าแชตดังกล่าว “อาจไม่ใช่ของจริง” หรือถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ดูเหมือนจริง
ดังนั้น การยั่วยุให้กรรมการอาวุโสที่ถูกพาดพิงออกมาตอบโต้ด้วยการฟ้องหมิ่นประมาท อาจไม่ใช่เป้าหมายเพื่อความยุติธรรม แต่เป็นกับดักอีกชั้น ที่ทำให้บุคคลนั้นตกเป็นฝ่าย “ไม่เป็นกลาง” ในสายตาสาธารณะ-เป็นผลที่ตรงตามสิ่งที่ผู้อยู่เบื้องหลังต้องการ
Step 5 : ไม่ว่าใครจะขยับ ฝ่ายโจมตีก็ได้ประโยชน์
สุดท้าย ไม่ว่าเหตุการณ์จะลงเอยอย่างไร-กรรมการจะแสดงตัว ฟ้องกลับ หรือนิ่งเฉย-ทั้งหมดล้วนถูกนำไปใช้ในเชิงดิสเครดิตได้ทั้งสิ้น เพราะหากมีการลงมติแล้ว ก็อาจถูกร้องให้เป็นโมฆะ ด้วยเหตุผลว่ามีกรรมการ “ผู้ถูกพาดพิง” มีส่วนร่วม หรือหากยังไม่ลงมติ ก็เป็นการกดดันให้บุคคลเหล่านั้น “ไม่กล้าเข้าร่วมประชุม” ซึ่งถือเป็นชัยชนะในเชิงยุทธศาสตร์ของฝ่ายที่ต้องการสกัดมติอย่างเงียบเชียบ
ทั้งหมดนี้คือ ยุทธวิธีดิ้นเฮือกสุดท้ายของอดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้ ซึ่งเมื่อไม่สามารถหักล้างข้อพิจารณาทางวิชาชีพได้ จึงเบี่ยงเบนความสนใจด้วยการป้ายสี สร้างความคลุมเครือ และโจมตีบุคคลแทนแก่นของข้อเท็จจริง
ผู้ที่ตามเกมไม่ทัน อาจตกเป็นเหยื่อของกลยุทธ์ที่ดูซับซ้อนแต่ตั้งใจชัดเจน-เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กรวิชาชีพ โดยไม่จำเป็นต้องชนะในสนามเหตุผล หากแค่ทำให้สนาม “ดูไม่น่าเชื่อถือ” ก็เพียงพอแล้ว
แต่มีข่าวดีประการหนึ่ง กรรมการแพทยสภา ท่านเป็นผู้ใหญ่ และมีวิจารณญาณ เพียงพอที่จะไม่หลงกล อุบายตื้นๆ กลยุทธ์ที่ว่ามานี้ จึงกลายเป็นการดิ้นเฮือกครั้งสุดท้ายที่ไม่ส่งผลอะไรแม้แต่อย่างน้อย บทความโดย Admin ประชาคมแพทย์

