กก.แพทยสภาเผยเหตุลงโทษ 3 หมอ ชั้น 14 ชี้วีโต้ไม่ตรงกับที่ชง
เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ศ.นพ.อมร ลีลารัศมี กรรมการแพทยสภา เปิดเผยถึงกรณีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะสภานายกพิเศษ จะเข้าร่วมประชุมแพทยสภาในวันที่ 12 มิถุนายนนี้ว่า นายสมศักดิ์มีสิทธิเข้าประชุมได้ แต่ในส่วนการโหวตเพื่อลงมติต่างๆ นับเฉพาะกรรมการที่มาจากการเลือกตั้ง และกรรมการโดยตำแหน่ง รวม 70 คนเท่านั้น ไม่รวมนายสมศักดิ์ ส่วนจะให้เข้าร่วมช่วงใด หรือที่นายสมศักดิ์บอกว่าจะพูด หรืออยู่ร่วมจนถึงตอนที่กรรมการมีการแสดงความเห็นก็ต้องดูที่ประชุมจะว่าอย่างไร
ศ.นพ.อมรกล่าวถึงประเด็นที่สภานายกพิเศษวีโต้มติแพทยสภาว่า ได้ดูจากเอกสารและข่าว เห็นว่าประเด็นที่มีการวีโต้ ไม่ตรงกับที่อนุกรรมการสอบสวนเฉพาะกิจเสนอเรื่องขึ้นไป
“เช่น ที่มีการวีโต้ ผู้ถูกร้องคนที่ 2 ว่าแพทยสภาไม่ได้ดูเรื่องกฎเกณฑ์ของราชทัณฑ์ อ้างว่าการส่งตัวเป็นอำนาจของอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ซึ่งก็ถูก แต่จะมาบอกว่าเราไม่ได้พิจารณาเรื่องนี้ แล้วเท่ากับว่ารายละเอียดไม่ครบนั้น ยืนยันว่า ไม่ใช่ เพราะแพทยสภาพิจารณาเรื่องการประกอบวิชาชีพเวชกรรม กับมาตรฐานจริยธรรมของแพทย์ คือ การยินยอมให้ใช้ใบส่งตัวที่เขียนไว้ตั้งแต่ตอนกลางวัน แต่มาตรฐานของใบส่งตัวนั้น ต้องกำหนดชัดว่า ผู้ป่วยมีอาการอย่างไร ณ ขณะนั้น เพื่อให้แพทย์ที่รับส่งต่อรักษาได้ตรงจุด หรืออาการหนักแล้ว สามารถส่งต่อได้หรือไม่ การส่งออกไปปลอดภัยหรือไม่ หรือควรต้องทำการรักษาจนอาการสามารถส่งต่อ แล้วค่อยส่ง ดังนั้น ถ้ามาบอกว่าให้ใช้ใบส่งตัวที่เขียนไว้ตั้งแต่กลางวัน อย่างน้อยก็ควรจะเขียนด้วยว่า ณ ขณะนั้น เวลา 5 ทุ่ม ผู้ป่วยมีอาการอะไรบ้าง เพื่อให้หมอโรงพยาบาลปลายทางรู้ว่าเป็นอะไร แต่ไม่มีเลย ทำให้กรรมการแพทยสภาเห็นว่า ต้องว่ากล่าวตักเตือนกัน หลักเกณฑ์ราชทัณฑ์นั้น ทราบอยู่แล้ว เรื่องการส่งตัวผู้ต้องขังเข้า-ออกจากเรือนจำ เป็นอำนาจของผู้อำนวยการราชทัณฑ์ หมอไม่เกี่ยว หมอจะมีความเห็นอย่างไร ก็อยู่ที่เขาอยู่ดีว่าจะฟังหรือไม่ฟังก็ยังได้ มีคนบอกว่าขนาดคนไข้ล่ามโซ่มารักษานอกเรือนจำ ถ้าราชทัณฑ์ให้กลับเดี๋ยวนี้ หมอรักษาอยู่ก็ต้องกลับ เป็นสิทธิของเขาเต็มที่ ดังนั้น เราจึงไม่ได้ดูตรงนี้ แต่ที่เกี่ยวข้องและที่เราดูคือ เขาขอใช้ใบส่งตัวต่างหาก ที่บอกว่าหมอทำผิดมาตรฐาน ส่วนเรื่องขั้นตอนการส่งตัวนั้น ไม่เกี่ยวเลย” ศ.นพ.อมรกล่าว
กรรมการแพทยสภากล่าวอีกว่า ส่วนคำโต้แย้งของผู้ถูกร้องที่ 3 ซึ่งสภานายกพิเศษวีโต้กลับมา ก็ไม่ตรง ที่ว่า หมอไม่ได้พูดคำว่า “วิกฤต” ก็จริงที่เขาไม่ได้พูด แต่พูดคำว่า “อาการน่าเป็นห่วง” แพทยสภาเห็นว่าเป็นการให้ข้อมูลไม่ตรง เพราะคนที่พูดเป็นแพทย์ใหญ่ ต้องได้รับรายงานอยู่แล้วว่าคนไข้อาการเป็นอย่างไร เนื่องจากแพทย์ที่ดูแลนั้นให้การรักษาอย่างดี จนคนไข้ปลอดภัยแล้ว ดังนั้น แพทย์ใหญ่ต้องได้รับรายงานแล้วว่า คนไข้ปลอดภัยดี แต่กลับบอกว่า “ไม่ไหว” กระทั่งวันต่อมา มีการตรวจก็ไม่ตรงอีก ซึ่งตามข้อบังคับแพทยสภาระบุว่า ผู้ประกอบวิชาชีพต้องไม่ให้การที่ไม่ตรงกับความจริง
“เขาไม่ได้พูดว่า วิกฤต แต่พูดว่า น่ากลัวมากๆ อย่างนี้ไม่ไหว ซึ่งตรงข้ามกับเวชระเบียนที่ออกมาบอกว่า อาการสบายดีขึ้นมาแล้ว ใบรายงานของพยาบาลยังเห็นว่าดีขึ้น ทุกอย่างดูสงบ แต่ทำไมไปบอกอาการตรงกันข้าม ผมดูทั้ง 2 รายนี้ เห็นว่าที่วีโต้มาก็ไม่ตรงกับประเด็นของเรา สงสัยวันที่ 12 มิถุนายนนี้ เขาจะไปคุยอะไรก่อนหรือเปล่า ว่าท่านวีโต้มาไม่ค่อยตรง หรือท่านคิดว่ามันต้องเป็นอย่างนั้น ดังนั้น ตอนคุยกัน ท่านก็คงเข้าได้ แต่ตอนโหวต ผมคิดว่าท่านไม่น่าเกี่ยว” ศ.นพ.อมรกล่าว และว่า ในวันที่ 12 มิถุนายนนี้ จะมีนักกฎหมายพิจารณาอีกครั้งว่า สภานายกพิเศษเข้าประชุมได้หรือไม่ได้ เพื่อความโปร่งใส ชัดเจน ยืนยันว่าการให้นักกฎหมายพิจารณาในวันที่ 12 มิถุนายน ไม่ถือว่ากระชั้นชิด เพราะนายสมศักดิ์บอกว่าจะเข้าไปอยู่แล้ว ดังนั้น คิดว่ายังทัน

