พยาบาลเชี่ยวชาญยัน ‘ล้างไตทางช่องท้อง’ ช่วยผู้ป่วยมีอิสระ ‘ออกแบบชีวิต’ ได้
วันนี้ (22 มิถุนายน 2568) พว.ศศิพิมพ์ ไพโรจน์กิจตระกูล กรรมการฝ่ายบริการสังคม สมาคมพยาบาลโรคไตแห่งประเทศไทย ในฐานะพยาบาลเชี่ยวชาญดูแลผู้ป่วยไต เปิดเผยว่า แม้นโยบาย PD First ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ประกาศออกมาเมื่อช่วงเดือนเมษายน 2568 จะระบุให้การล้างไตทางช่องท้อง (PD) เป็นทางเลือกแรกให้กับผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สิทธิบัตรทอง 30 บาท) แต่ไม่ใช่การบังคับ หากผู้ป่วยยังคงประสงค์ยืนยันจะรักษาด้วยวิธีฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (HD) ก็สามารถทำได้ โดยผ่านการพิจารณาจากแพทย์ผู้ดูแลที่คำนึงถึงทั้งปัจจัยด้านการแพทย์และสังคมร่วมกัน

พว.ศศิพิมพ์ กล่าวว่า แนวทางการรักษาแบบ PD มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยสามารถ ‘ออกแบบชีวิต’ ของตัวเองได้อย่างอิสระ ไม่ต้องสูญเสียเวลาเดินทางมายังสถานพยาบาล 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม 4 ชั่วโมงต่อวัน อีกทั้งยังเหมาะกับผู้ป่วยที่เส้นเลือดมีปัญหา ไม่สามารถผ่าตัดต่อเส้นเลือดเพื่อฟอกเลือดได้ ที่สำคัญ การล้างไตทางช่องท้องยังช่วยคงสภาพการทำงานของไตที่เหลืออยู่ให้ทำงานได้นานกว่าการฟอกเลือด
“แต่ถ้าเป็นการฟอกเลือด ผู้ป่วยต้องไปวันเว้นวัน ร่างกายต้องปรับตัวค่อนข้างมาก สิ่งที่ตามมาคือ ภาวะแทรกซ้อนและความเสี่ยงในขณะฟอกเลือด ขณะที่การล้างไตทางช่องท้องจะขจัดของเสียและน้ำส่วนเกินอย่างต่อเนื่อง ค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ความดันโลหิตคงที่ ลดภาระหัวใจ ร่างกายปรับตัวได้ดีกว่า ส่วนข้อกังวลเรื่องการติดเชื้อ หากผู้ป่วยทำตามหลักปฏิบัติอย่างเคร่งครัด โอกาสเกิดก็น้อย นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่รักษาแบบ PD ยังสามารถเลือกรับประทานผักและผลไม้ได้มากกว่าผู้ป่วยที่รักษาแบบฟอกเลือด หากล้างไตได้เพียงพอแล้ว ก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากกว่า” พว.ศศิพิมพ์ กล่าว

นอกจากนี้ พว.ศศิพิมพ์ กล่าวว่า การมีนวัตกรรมล้างไตทางช่องท้องอัตโนมัติ (APD) ในสิทธิบัตรทอง 30 บาท ถือเป็นอีกความก้าวหน้าที่ช่วยให้ผู้ป่วยตัดสินใจเข้ารับการรักษาได้ง่ายขึ้น จากที่ต้องล้างไตวันละ 3-4 ครั้ง เหลือเพียง 1 ครั้งต่อวัน เพียงเสียบเครื่อง APD ให้ทำงานก่อนนอน ขณะนอนหลับ กลางวันก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ สิ่งเหล่านี้ ตอกย้ำการดูแลที่ยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง และสะท้อนว่าประเทศไทยมีระบบดูแลผู้ป่วยไตที่ดีกว่าหลายประเทศ
“ทั้งนี้ ในฐานะสมาคมพยาบาลโรคไตฯ ซึ่งมีบทบาทในการยกระดับคุณภาพการพยาบาลในหลายด้าน จึงร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดแนวทางปฏิบัติและมาตรฐานวิชาชีพ จัดกิจกรรมวิชาการ เปิดโอกาสให้พยาบาลพัฒนาตนเอง และส่งเสริมบทบาทในการดูแลผู้ป่วยโรคไตอย่างครบวงจร ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจนถึงระยะสุดท้ายที่ต้องรับการบำบัดทดแทนไต รวมถึงการดูแลเรื่องจริยธรรมและกฎหมายวิชาชีพ โดยเชื่อมั่นว่าจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย PD First ให้มีประสิทธิภาพ” พว.ศศิพิมพ์ กล่าวและว่า การดูแลผู้ป่วย PD และ HD มีความแตกต่างกัน บทบาทพยาบาล PD จะเน้นการสอนและสนับสนุนให้ผู้ป่วยสามารถล้างไตที่บ้านได้ด้วยตนเอง รวมถึง caregiver ในกรณีผู้ป่วยต้องการผู้ช่วยเหลือ ต้องสอนวิธีใส่น้ำยา ปล่อยน้ำยา และการป้องกันการติดเชื้อ รวมถึงภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ ภาวะน้ำเกิน หรือเกลือแร่ไม่สมดุล
ขณะที่พยาบาล HD จะดูแลผู้ป่วยที่มาฟอกเลือดที่หน่วยไตเทียม ดูแลตลอดกระบวนการฟอกเลือด พร้อมให้คำแนะนำเรื่องการดูแลตนเอง เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนทั้งระยะสั้นและยาว และต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง (continuing care)

ผู้สื่อข่าวถามถึงผลกระทบจากนโยบาย PD First ว่า ทำให้มีพยาบาลสนใจเข้าอบรม PD มากขึ้นหรือไม่ พว.ศศิพิมพ์ กล่าวว่า ส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานต้นสังกัดภาครัฐส่งเข้าอบรม มีสัดส่วนน้อยกว่าหลักสูตร HD อาจเป็นเพราะค่าตอบแทนแตกต่างกัน และศูนย์ HD มีอยู่ทั่วไป ทั้งภาครัฐและเอกชน มากกว่าศูนย์ PD ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาครัฐ
“ตอนนี้การรักษาแบบ PD ยังจำกัดในโรงพยาบาล (รพ.) ภาครัฐเป็นหลัก เว้นแต่ว่าจะมีนโยบายขยายการรักษาไปยังศูนย์ฟอกเลือดแบบ Outsource หรือ Standalone ซึ่งจะช่วยให้พยาบาลสนใจเรียนหลักสูตรเฉพาะทาง PD มากขึ้น เพราะสามารถไปทำงานในภาคเอกชนได้ ช่วยเพิ่มจำนวนพยาบาล PD และเป็นประโยชน์กับผู้ป่วย เนื่องจากบางรายอยากรักษาแบบ PD แต่ไม่มีหน่วยบริการใกล้บ้าน เดินทางลำบาก รอรับบริการนาน หากผู้บริหารสามารถผลักดันได้ ก็จะเป็นอีกทางหนึ่งในการส่งเสริมให้ผู้ป่วยหันมารักษาแบบ PD มากขึ้น ทั้งนี้ การรักษาต้องเป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ” พว.ศศิพิมพ์ กล่าว

