‘สมศักดิ์’ ลั่น! ยกระดับดูแลสูงวัยเข้าถึงบริการสาธารณสุขง่าย-ใกล้บ้าน ผ่าน 30 บาทรักษาทุกที่

25.06.25 | 15:05 น.

‘สมศักดิ์’ ลั่น! ยกระดับดูแลสูงวัยเข้าถึงบริการสาธารณสุขง่าย-ใกล้บ้าน ผ่าน 30 บาทรักษาทุกที่

วันนี้ (25 มิถุนายน 2568) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวปาฐกถาในการประชุมนานาชาติว่าด้วยสุวรรณภูมิแห่งสุขสภาพ 2568 “สุขสภาพในโลกที่เต็มด้วยผู้สูงวัย” โดยมี ศ.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาตินานาชาติ นายกิตติกร โล่ห์สุนทร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการ สธ. นายวิชัย ไชยมงคล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ สธ. และผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เข้าร่วม ที่ห้องประชุมคอมพัส แคมพัส ถนนบางนา-ตราด

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ได้มาเปิดการประชุมนานาชาติว่าด้วยสุวรรณภูมิแห่งสุขสภาพ 2568 ภายใต้หัวข้อ “สุขสภาพในโลกที่เต็มด้วยผู้สูงวัย” ในวันนี้ เพราะการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้สูงอายุ เป็นความท้าทายที่สำคัญในปัจจุบัน โดยองค์การสหประชาชาติ คาดว่าจำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับประมาณ 2 พันล้านคน ในปี 2593 ทำให้สัดส่วนของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น เป็นร้อยละ 22 ของประชากรโลก สำหรับประเทศไทย ได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์แล้วในปี 2567 โดยมีผู้สูงอายุประมาณ 14 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 20.7 ของประชากร และคาดว่า จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 28 ในปี 2573 ซึ่งแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านผู้สูงอายุนั้น มีจุดมุ่งหมายให้คนไทย “อายุยืนยาว มีคุณภาพชีวิตที่ดี อยู่ในช่วงทุพพลภาพสั้นที่สุด และจากไปอย่างสมศักดิ์ศรี” ผ่านกลไกต่างๆ ได้แก่ การดูแลสุขภาพกายใจและสังคม การดำรงกิจวัตรประจำวันและพึ่งพาตนเองได้ การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมกับวัย การยืดอายุสมองเพื่อป้องกันสมองเสื่อม การมีเพื่อนเข้าสังคม การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม

นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า การดูแลผู้สูงอายุในปัจจุบัน ได้รับการยกระดับให้เข้าถึงง่าย ใกล้บ้าน และครอบคลุม ผ่านนโยบาย “30 บาท รักษาทุกที่” ของรัฐบาล ที่ใช้บัตรประชาชนเพียงใบเดียว พร้อมนวัตกรรมระบบการแพทย์ทางไกล นวัตกรรมตู้ห่วงใย หรือการรับยาใกล้บ้าน ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และลดระยะเวลารอคอยการรักษาพยาบาลได้ ร่วมกับระบบการดูแลผู้สูงอายุแบบไร้รอยต่อ เริ่มตั้งแต่ก่อนวัยสูงอายุไปจนถึงกลุ่มที่มีภาวะพึ่งพิง โดยกลุ่มก่อนวัยสูงอายุนั้น จะเน้นการส่งเสริมป้องกันโรค โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCD

Advertisement

“เรารณรงค์ให้คนไทย กินเป็นไม่ป่วย สวยหล่ออายุยืน และเริ่มคัดกรองสุขภาพด้วย Blue Book เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ ซึ่งเมื่อผู้สูงอายุเริ่มเจ็บป่วย เรามีระบบการดูแลต่างๆ ได้แก่ คลินิกผู้สูงอายุ ระบบการดูแลระยะวิกฤต และระบบการดูแลระยะกลาง สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง เรามีระบบการดูแล ได้แก่ ระบบการดูแลระยะยาว และระบบการดูแลระยะสุดท้าย ซึ่งทั้งหมดนี้ ไม่ได้เป็นการทำงานของ สธ.เพียงหน่วยงานเดียว แต่เป็นการร่วมมือกันของหลากหลายภาคส่วน เช่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ผู้นำชุมชน โรงเรียน วัด และพี่น้องอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ทั่วประเทศ โดยปัญหาเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อทุกมิติ ทั้งสังคม ระบบสุขภาพ และเศรษฐกิจ จึงมีความสำคัญที่ สธ. จะต้องขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพให้เกิดขึ้นให้ได้ เพื่อนำรายได้กลับมาดูแลพี่น้องคนไทยอย่างดีที่สุด ผมจึงมีนโยบายพัฒนา Medical and Wellness Hub ขึ้นในประเทศไทย ซึ่ง Medical and Wellness Hub นี้ จะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจทางตรงกว่า 1.78 แสนล้านบาท และถ้านับรวมทั้งมูลค่าทางตรงและทางอ้อม จะมีมูลค่ารวมถึง 5.28 แสนล้านบาท และสิ่งที่สำคัญ คือ เราจะยกระดับภูมิปัญญาไทยที่เป็น Soft Power สำคัญ หรือ การนวดไทย โดยเราได้เปิดวิทยาลัยการนวดไทยแห่งประเทศไทยไปแล้ว จะมีการอบรมสร้างหมอนวดไทยกลุ่มอาชีพรายใหม่เพิ่มกว่า 50,000 คน และเพิ่มหมอนวดไทยเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน รักษา 7 โรค อีก 20,000 คน รวมถึงเรายังมุ่งมั่นยกระดับสมุนไพรไทย ให้มีการใช้งานมากขึ้นทั้งในประเทศ และต่างประเทศ โดยเราได้สนับสนุนการเบิกจ่ายยาสมุนไพรไทย ในทุกเขตสุขภาพ” นายสมศักดิ์ กล่าว

รัฐมนตรีว่าการ สธ. กล่าวอีกว่า แนวทางการทำงานของ สธ. คือ การส่งเสริมป้องกัน เพราะหากกินแป้งและน้ำตาลมากเกินจำเป็นในแต่ละวัน น้ำตาลส่วนเกินจะไปเกาะกับโปรตีนในเม็ดเลือด ทำให้เกิดปฏิกิริยา “ไกลเคชั่น” ทำให้เกิดสารที่เรียกว่า “AGE” ซึ่งเป็นของเสีย จะไปเกาะผนังของหลอดเลือดจนเกิดอาการอักเสบ เมื่ออักเสบ เป็นๆ หายๆ ก็จะมีแคลเซียมมาเกาะในหลอดเลือด และเมื่อแคลเซียมมาเกาะมากขึ้น หลอดเลือดก็จะตีบตัน จนพัฒนากลายเป็นทั้งโรคหัวใจหรือโรคหลอดเลือดสมอง เพราะฉะนั้น หนึ่งในนโยบายที่สำคัญของตน คือ การนับคาร์บ (คาร์โบไฮเดรต) เพื่อให้พี่น้องคนไทย สามารถทานคาร์โบไฮเดรตได้ในปริมาณที่เหมาะสม โดยล่าสุด คนไทยเรียนรู้การนับคาร์บเป็นแล้วกว่า 34 ล้านคน สำหรับ “คลินิก NCDs รักษาหาย” ที่ตั้งขึ้นมา ช่วยให้คนไทยหายจาก NCDs แล้วเกือบ 18,000 คน แค่เริ่มต้นไปเพียง 4 เดือน ก็ลดค่าใช้จ่ายของประเทศไปได้กว่า 520 ล้านบาทต่อปี และถ้าทุกคนทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง คนไทยจะสุขภาพดี คนที่จะป่วยก็ไม่ป่วย และประหยัดงบประมาณของประเทศอย่างมหาศาล

นายสมศักดิ์ ให้สัมภาษณ์อีกว่า วันนี้ ตนได้มีโอกาสเล่าเรื่องการขับเคลื่อน NCDs การนับคาร์บ ซึ่งมีประชาชน เข้าใจแล้วกว่า 34 ล้านคน ทำให้มั่นใจได้เลยว่า ผู้ป่วย และการใช้ยา จะน้อยลง โดยถ้าเด็ก เรียนรู้ตั้งแต่เรียนหนังสือ ก็จะสามารถทำให้อายุยืนขึ้นได้อีกด้วย