แพทย์ชี้ PM2.5 ตัวการมะเร็งปอด ภาคเหนือเสี่ยงสุด คนไทยป่วยเพิ่มวันละ 400 ยกเคส ‘หมอกฤตไท-เอ๋ พรทิพย์’
เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ที่ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ‘เครือมติชน’ พร้อมด้วยพันธมิตรด้านสุขภาพทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เดินหน้าเปิดงานแฟร์สุขภาพอันดับ 1 ของประเทศ Thailand Healthcare 2025 ภายใต้ธีม ‘A Better Life : สร้างสุขทุกช่วงวัย’
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ 12.50 น. ประชาชนเข้ารับการตรวจสุขภาพฟรีกันอย่างแน่นหนา จากนั้นร่วมกันเข้ามาจับจองที่นั่งหน้าเวทีเพื่อรับฟังเวที Health Talk ‘วิกฤต PM 2.5 กับมะเร็งปอด’ โดย นพ.ชลิต บุญพร้อมกุล อายุรแพทย์ โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์การมหาชน)

นพ.ชลิต กล่าวว่า PM 2.5 เป็นปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในช่วง เดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์ ของทุกปีที่เริ่มมี pm2.5 เกิดขึ้นอีกแล้ว สำหรับสถิติผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่ในประเทศไทยมีจำนวน 140,000 รายต่อปี เฉลี่ยแล้วประมาณ 400 คนต่อวัน เพศชายพบว่า มะเร็งตับ เป็นอันดับ 1 คิดเป็นกว่า 27% ของผู้ป่วยชายทั้งหมด รองลงมาคือ มะเร็งปอด และ มะเร็งลำไส้ใหญ่ ส่วนเพศหญิง มะเร็งเต้านม ครองอันดับ 1 อย่างชัดเจน คิดเป็นถึง 35% ของผู้ป่วยหญิง ตามมาด้วย มะเร็งปอด และ มะเร็งปากมดลูก
“มะเร็งปอด จะเห็นได้ว่าคนภาคเหนือจะพบผู้ป่วยโรคมะเร็งสูงกว่าภาคอื่นๆ จำนวนมาก รองลงมาคือภาคตะวันออก ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจที่ภาคเหนือมีอัตรามะเร็งปอดที่มากกว่าใคร เป็นเพราะสาเหตุใด
ปกติเราทราบกันดีอยู่แล้วว่า การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยสำคัญการก่อเกิดมะเร็งปอด แต่คนภาคเหนือสูบบุหรี่เยอะหรือไม่ ในวันที่ค่าฝุ่นอยู่ที่ 30-40 มคก./ลบ.ม. ก็ควรเป็นสิ่งที่ต้องระวัง” นพ.ชลิต เผย

นพ.ชลิต เผยต่อว่า อาการของโรคมะเร็งปอด เป็นเรื่องที่น่ากังวล มะเร็งปอดในระยะต้นๆ ไม่มีอาการ บางคนก็มาพบเจอในระยะที่ 4 มีคนไข้ชอบถามว่า เป็นได้อย่างไร เพราะตรวจสุขภาพทุกปี? คนไข้ก็จะตกใจ เพราะการเกิดขึ้นของอาการมะเร็งปอด ขึ้นอยู่กับตัวก้อนของมะเร็งว่าอยู่ตำแหน่งไหน บางครั้งก็ตรงหลอดลม มะเร็งจะใช้เวลาค่อยๆ โตขึ้น การที่จะมีอาการได้ก้อนต้องโตระดับหนึ่ง และคนไข้ก็สามารถไม่มีอาการเลยหลายปีก็มี
“อาการหอบเหนื่อยและแน่นหน้าอกมักเกิดร่วมกัน สาเหตุหนึ่งอาจมาจากการกดทับหรือมีสิ่งอุดตันบริเวณหลอดลม เช่น ก้อนเนื้อหรือสิ่งแปลกปลอม ส่งผลให้หายใจไม่สะดวก หายใจไม่เต็มปอด หรือเหนื่อยง่ายผิดปกติ โดยเฉพาะหากมีอาการ ไอเป็นเลือดร่วมด้วย ถือเป็นสัญญาณอันตราย ควรรีบพบแพทย์ทันที อาการน้ำหนักตัวลดไม่ทราบสาเหตุ การเป็นฝ้าที่ปอด ที่ไม่หายเป็นระยะเวลานาน ก็เป็นจุดที่สำคัญของความน่าสงสัยของโรคมะเร็งปอด
แพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด โดยอาศัยเทคโนโลยีการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เพื่อหาความผิดปกติภายในปอด สิ่งผิดปกติมักพบในลักษณะของฝ้าสีขาว หรือมีน้ำในเยื่อหุ้มปอด
อย่างไรก็ตาม ไม่ต้องกังวล เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์มีความก้าวหน้า ทั้งการใช้ ยาแบบมุ่งเป้า(Targeted Therapy) และ เคมีบำบัด (Chemotherapy) ซึ่งให้ผลการรักษาที่ดีขึ้นมาก” นพ.ชลิต ระบุ
นพ.ชลิต กล่าวถึง การก่อเกิดมะเร็งปอดว่า อันดับ 1คือ การสูบบุหรี่ ซึ่งมีอาการเสี่ยงกว่าคนไม่สูบบุหรี่ถึง 20 เท่า ยังมีโรคมะเร็งอื่นที่เสี่ยงเกิดขึ้นอีก เช่น มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งตับ มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งเยื่อหุ้มจมูก ฯลฯ
“ความเชื่อที่ว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่อันตรายนั้นเป็นความเข้าใจที่ผิด บุหรี่ไฟฟ้ายังคงมีสารที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น โพรไพลีนไกลคอล อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อ เยื่อบุหลอดลม และเยื่อหุ้มปอด สุดท้ายก็เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งปอด” นพ.ชลิต กล่าว

นพ.ชลิต เผยต่อว่า การคัดกรองสำหรับผู้ป่วย แนะนำกลุ่มอายุ 50-75 ปี ที่สูบบุหรี่เยอะ หากยังสูบบุหรี่อยู่ควรไปตรวจคัดกรอง และกลุ่มกรรมพันธุ์ที่คนในบ้านเป็นมะเร็งปอด ถ้าเป็นคนเดียวก็เสี่ยง ยิ่งถ้าเป็น2-3คน ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงไปอีก
วิธีการคิดคำนวณในคนตรวจคัดกรองใช้การนับ ‘ซองปี’ หมายถึง จำนวนซองที่สูบต่อวัน × จำนวนปีที่สูบ (ตัวอย่าง หากสูบบุหรี่วันละ 1 ซอง เป็นเวลา 20 ปี เท่ากับ 1 × 20 = 20 ซองปี) หากบุคคลนั้นเข้าข่ายกลุ่มเสี่ยง ก็ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคปอดต่อไป
“หากแพทย์พบความผิดปกติจากเอกซเรย์ อาจส่งตรวจ CT Scan เพิ่มเติม โดยต้อง ฉีดสี ฉีดสารทึบแสง ซึ่งต้องตรวจการทำงานของไตก่อนทุกครั้ง การตรวจใช้เวลาประมาณ 5-10 นาทีต่อคน แต่เนื่องจากมีผู้ป่วยจำนวนมาก จึงอาจต้องรอคิวนานในบางโรงพยาบาล
ส่วนการส่องกล้องทางเดินหายใจ ใช้ยานอนหลับ ส่องผ่านหลอดลม ตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ถ้ากล้องเข้าไม่ถึงบริเวณลึก แพทย์จะใช้วิธีอื่นๆ แทน
เมื่อผู้ป่วยมีน้ำในเยื่อหุ้มปอด การส่องกล้อง ใส่สายเพื่อลดการระบายน้ำ ก็เป็นการรักษาเบื้องต้นภายในตัว” นพ.ชลิต เผย
นพ.ชลิต เผยต่อถึงการรักษาว่า โรคมะเร็งปอด หายขาดได้ ทั้งนี้ต้องขึ้นกับระยะผู้ป่วย ชนิดที่ 1 ‘ชนิดเซลล์เล็ก’ และชนิดที่ 2 กลุ่มชนิดเซลล์ไม่เล็ก ซึ่งมันดุกว่าชนิดที่ 1 อย่างมาก พอเจอมักจะกระจายเร็วกว่า และมีอาการดื้อยาร่วมด้วย
“ระยะมะเร็งปอด มี 4 ระยะได้แก่
ระยะที่ 1 หายขาด โดยการผ่าตัด ชิ้นเนื้อ
ระยะที่ 2 ลุกลามไปต่อมน้ำเหลือง รักษาโดยยาเคมี ยามุ่งเป้า
ระยะที่ 3 รักษาโดยการผ่าตัด แต่แพทย์ต้องเป็นการตัดสินใจหลายวิธีร่วมกับแพทย์อื่นๆ
และระยะที่4 แพร่กระจาย รักษาด้วยยาเป็นหลัก คนไข้ส่วนใหญ่เจอระยะนี้เป็น โดยเป็นการรักษาแบบประคับประคองอาการ” นพ.ชลิต เผย
นพ.ชลิต กล่าวถึงมลพิษทางอากาศว่า pm2.5 คือสิ่งหลักที่ทำให้เป็นมะเร็งปอด โดยส่วนมากส่งผลเสียต่อสุขภาพ ปัจจัยสำคัญคือ ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM), ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO), โอโซน (O₃), ไนโตรเจนออกไซด์ (NOₓ) และรัฐบาลทั่วโลกให้ความสำคัญกับเรื่องนี้
“ขนาดของ PM2.5 เล็กกว่าเส้นผมถึง 30 เท่า ฝุ่นนี้สามารถผ่านทางจมูก แม้กระทั่งขนจมูกก็สามารถหลบเลี่ยงได้ เข้าสู่หลอดลม ถุงลม และกระจายไปยังอวัยวะสำคัญ เช่น สมองและหัวใจ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก” นพ.ชลิต เตือนภัยเงียบ
นพ.ชลิต ระบุต่อว่า pm2.5 มาจากสิ่งแวดล้อม ฤดูกาลฝุ่น ไฟป่า การเผาไหม้ในโรงงาน เป็นสาเหตุสำคัญในการเกิด pm2.5 ในภาคเหนือ เพราะมีการศึกษามาแล้วว่า พื้นที่มี pm2.5 มาก จะมีอัตราการเกิดมะเร็งปอดสูงกว่า 7 เท่า

ส่วน กรุงเทพฯ เกิดจากเขม่ารถยนต์ โรงงานการผลิตขนาดเล็ก เขม่าควัน โรงงานไฟฟ้าเกิดการเผาไหม้ เกิด pm2.5 เยอะในต่างจังหวัด การเผาผลิตภัณฑ์การเกษตรเช่น ไร่ข้าวโพด ไร่ข้าว ตรงนี้ต้องแก้ปัญหา แต่เขาก็อาจจะไม่มีทางเลือกเท่าไหร่
นพ.ชลิต ยกตัวอย่างเคสผู้ป่วยของโรคมะเร็งปอด คือ นายแพทย์กฤตไท ธนสมบัติกุล เจ้าของเพจ “สู้ดิวะ” ซึ่งเป็นนักกีฬาบาสเกตบอล และอาศัยอยู่ในภาคเหนือ ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 4 แม้ว่าเขาจะไม่สูบบุหรี่ก็ตาม กรณีนี้ตอกย้ำความสำคัญของปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่มีปริมาณสูงในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุหลักของโรคนี้ แม้เขาไม่ได้สูบบุหรี่
เอ๋ พรทิพย์ นักแสดงชื่อดัง ตรวจพบมะเร็งปอดในระยะที่ 1 ซึ่งถือเป็นโชคดีมาก เนื่องจากก้อนเนื้อมีขนาดเล็ก ไม่ถึง 1 เซนติเมตร และอยู่บริเวณปอดด้านซ้าย แพทย์สามารถตัดชิ้นเนื้อออกได้สำเร็จ ทำให้เธอหายขาดโดยไม่ต้องรับการรักษาด้วยเคมีบำบัด
“ทำไมคนไม่สูบบุหรี่ถึงเป็นมะเร็งปอด นั้นเกิดขึ้นทั้ง pm2.5 ควันบุหรี่มือสอง คนในบ้านสูบก็ก่อเกิดมะเร็งได้ กลุ่มกรรมพันธุ์ เช่น พ่อแม่ พี่น้องเป็น ควรมาตรวจคัดกรอง กลุ่มโรคเรื้อรัง ถุงลมโป่งพอง วัณโรค
กลุ่มคนที่สัมผัสสารเคมีและวัสดุก่อสร้างบางชนิด เช่น แร่กันความร้อน ฉนวนกันความร้อน โลหะหนัก สารเคมีอันตราย รวมถึงก๊าซเรดอน ซึ่งเป็นกัมมันตภาพรังสีที่เกิดจากการสลายตัวของยูเรเนียมในธรรมชาติ พบได้ในหิน ดิน ทราย และน้ำที่ใช้ในการก่อสร้างบ้านเรือน
ในสหรัฐอเมริกา จะมีการตรวจวัดก๊าซเหล่านี้ก่อนเริ่มก่อสร้างบ้าน เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อสุขภาพ แต่ในประเทศไทย การตรวจจับก๊าซและสารเหล่านี้ยังเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก” นพ.ชลิต ตระหนัก
นพ.ชลิต กล่าวถึงสภาพอากาศว่า ประเทศที่มีสภาพอากาศแย่ที่สุดในโลก คือ อินเดีย โดยเฉพาะกรุงนิวเดลี ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 42 ของโลก โดยมีค่า PM2.5 เฉลี่ยประมาณ 18.9 มคก./ลบ.ม. ส่วนในยุโรป เช่น ปารีส และอังกฤษ อากาศถือว่าค่อนข้างดี
สำหรับกรุงเทพฯ อากาศในช่วงปีโดยรวมเปรียบเสมือน ฤดูฝุ่น ที่มีมลพิษสูงตลอดปี จะลดลงในเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนจะเริ่มเพิ่มขึ้นอีกครั้งในเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นวัฏจักรที่เกิดซ้ำเป็นประจำ
ในขณะเดียวกัน ภาคเหนือของไทยมีปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่รุนแรงกว่ามาก ส่วนหนึ่งมาจากการเผาป่าและเกษตรกรรม รวมถึงผลกระทบจากประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงด้วย
เกณฑ์มาตรฐาน PM2.5 ของประเทศไทย เดิมอยู่ที่ 50 มคก./ลบ.ม. แต่ตามกฎใหม่ ลดลงเหลือ 37.5 มคก./ลบ.ม. เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น ระดับคุณภาพอากาศแบ่งตามสี สีฟ้า ดีมาก สีเขียว ดี สีเหลือง เริ่มมีผลกระทบ ควรระวัง สีส้ม มีผลกระทบต่อสุขภาพ ควรมีมาตรการป้องกัน PM2.5 และสีแดง อันตราย ควรงดกิจกรรมนอกอาคาร
“ขอความร่วมมือจากภาครัฐในการตระหนักว่า PM2.5 คือ ‘ภัยเงียบ’ ที่ประชาชนต้องเผชิญซ้ำทุกปี และจำเป็นต้องมีมาตรการรับมือ” นพ.ชลิต กล่าว
นพ.ชลิต กล่าวต่อว่า 2024 การสูดดม pm2.5 ขนาด 22 มคก./ลบ.ม. เทียบเท่าสูบบุหรี่1 มวน ใน 1 ปีอาจเทียบๆได้ 164 มวน มีอาการ น้ำมูกไหล เลือดกำเดาไหล ตาแดง หรือเยื่อบุตาอักเสบ ผื่นคันตามผิวหนังระคายเคืองตา หรือแสบตา
ภัยร้าย pm2.5 คือโรคหัวใจ บางคนก็มีโรคหัวใจซ่อนอยู่ ไม่มีอาการ ฝุ่น PM2.5 อาจกระตุ้นให้โรคหัวใจที่ซ่อนอยู่กำเริบขึ้น โรคหอบหืด ผู้ที่เคยเป็นโรคหอบอาจมีอาการกลับมาอีก โดยเฉพาะในช่วงที่ฝุ่นสูงนอกจากนั้นยังมีโรคระบบประสาทและสมอง คนท้องที่มีผลต่อการคลอดก่อนกำหนด
“การปฏิบัติตนการป้องกันอันตรายจาก PM2.5 เช่นโหลดแอพพ์ ตรวจคุณภาพอากาศ หลีกเลี่ยงกิจกรรมนอกบ้านในวันที่ฝุ่นสูง ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว การใช้เครื่องฟอกอากาศในบ้านซึ่งเป็นเรื่องการใช้จ่าย ขอให้ภาครัฐสนับสนุนการเข้าถึงอุปกรณ์ป้องกัน สุดท้ายการตรวจสุขภาพเป็นประจำก็เป็นสิ่งสำคัญ
แผนลดฝุ่น PM2.5 ของ กรุงเทพฯ ก็ทำอยู่ในปัจจุบัน เช่น การ Work from Home การจำกัดรถบรรทุก เข้าเขตเมืองชั้นใน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต่างประเทศก็ปฏิบัติ มาตรการเหล่านี้เป็นความพยายามในการควบคุมและลดปริมาณ PM2.5” นพ.ชลิต ทิ้งท้าย
ทั้งนี้ งาน Thailand Healthcare 2025 ภายใต้ธีม ‘A Better Life : สร้างสุขทุกช่วงวัย’ จัดใหญ่จัดเต็ม 4 วัน ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน ถึง วันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน 2568 ที่ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า MRT สถานีสามย่าน ทางออกที่ 2

