แพทย์ แจง กระแส รองเท้าหน้ากว้าง-Drop ต่ำ เตือนผู้ป่วยเบาหวานเปลี่ยนรองเท้าให้ปรึกษาหมอประจำตัว

2.07.25 | 15:06 น.

แพทย์ แจง กระแส รองเท้าหน้ากว้าง – Drop ต่ำ สวมแล้ว สุขภาพดีขึ้นจริงไหม เตือนผู้ป่วยเบาหวานเปลี่ยนรองเท้าให้ปรึกษาหมอประจำตัว

วันที่ 2 กรกฎาคม นพ.ฆนัท ครุธกูล อายุรแพทย์ และนายกสมาคมสมาพันธ์เพื่อสุขภาพและผู้สูงอายุ เปิดเผยว่า ช่วงนี้กระแสรองเท้า “Wide Toe Box” หรือรองเท้า “หน้ากว้าง” กับ “Drop ต่ำ” กำลังได้รับความนิยม โดยเฉพาะในกลุ่มคนวัย 40-60 ปีขึ้นไปที่เริ่มรู้สึกว่าเดินไม่สะดวก ปวดเข่า ปวดเท้า หรือเมื่อยง่ายเวลาเดินนาน ๆ โดยหลายคนที่ลองเปลี่ยนมาใส่รองเท้าแนวนี้ ถึงกับบอกว่า ชีวิตเปลี่ยน บางคนบอกว่า เดินได้นานขึ้น ไม่เมื่อยง่าย ไม่ปวดส้นเท้าเหมือนเมื่อก่อน

นพ.ฆนัท กล่าวว่า แต่คำถามคือ มันได้ผลจริงไหม หรือแค่แฟชั่นอีกแบบหนึ่งเท่านั้น เกี่ยวกับเรื่องนี้ ขออธิบายอย่างเป็นกลาง ตามหลักการแพทย์และวิทยาศาสตร์ ดังนี้ Wide Toe Box คือ รองเท้าที่ออกแบบให้ปลายรองเท้ากว้างขึ้น เพื่อให้นิ้วเท้าสามารถกางออกได้ตามธรรมชาติ ไม่บีบรัด หรือบังคับให้ปลายนิ้วเท้าชิดกัน ลดแรงกดทับบริเวณนิ้วหัวแม่เท้า (ซึ่งมักเป็นจุดที่เกิด “นิ้วหัวแม่เท้าเอียง” หรือ bunion)

นพ.ฆนัท กล่าวว่า ข้อมูลจากงานวิจัย เช่น Journal of Foot and Ankle Research (2019) พบว่า รองเท้าหน้ากว้างสามารถลดแรงกดที่นิ้วหัวแม่เท้า และช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดนิ้วเท้าเอียง การออกแบบแบบนี้ยังช่วยให้กล้ามเนื้อเล็ก ๆ ที่เท้าทำงานมากขึ้น ทำให้เท้าแข็งแรงกว่าเดิมในระยะยาว ส่วน Drop ต่ำนั้น “Drop” หมายถึง ความสูงระหว่างส้นเท้ากับปลายเท้าในรองเท้า เช่น ถ้าส้นสูงกว่าปลายมาก เรียกว่า Drop สูง (เช่น 10–12 mm) ถ้าระดับใกล้กันหรือเท่ากัน เรียกว่า Drop ต่ำ (0–5 mm)

“รองเท้าแบบนี้ช่วยให้เดินและลงเท้าแบบ ธรรมชาติ มากขึ้น (midfoot หรือ forefoot landing) ลดแรงกระแทกที่หัวเข่า และช่วยให้กล้ามเนื้อขา-เท้าทำงานสมดุล
งานวิจัยจาก British Journal of Sports Medicine (2015) ระบุว่า รองเท้าที่มี Drop ต่ำ อาจช่วยลดอาการปวดจากการวิ่งและเดินในผู้ที่มีอาการเรื้อรังได้ โดยเฉพาะในกลุ่มที่ฝึกกล้ามเนื้อเท้าร่วมด้วย

Advertisement

“แต่ไม่ใช่ทุกคนจะใส่แล้ว ดีขึ้น ทันที โดย การเปลี่ยนมาใส่รองเท้าแนวนี้ต้องค่อยเป็นค่อยไป เพราะ คนที่เคยใส่รองเท้าส้นสูง หรือผ้าใบทั่วไปที่มี Drop สูงมาตลอด กล้ามเนื้อเท้าและเอ็นมักยังไม่แข็งแรงพอ ถ้าเปลี่ยนเร็วเกินไป อาจเจ็บเท้า ข้อเท้า หรือเอ็นร้อยหวายได้ ผู้ที่มี เท้าแบน หรือ ฝ่าเท้าล้มใน (overpronation) อาจต้องปรึกษาแพทย์ก่อนเปลี่ยน ซึ่งหมอแนะนำว่า เริ่มจากรองเท้าหน้ากว้าง – ลองสวมแล้วนิ้วเท้าไม่ชนกัน ยืนแล้วยังขยับนิ้วเท้าได้ โดย เริ่มจาก Drop ต่ำระดับกลาง (4–6 mm) ยังให้ความมั่นคงเหมือนรองเท้าทั่วไป แต่เริ่มฝึกกล้ามเนื้อเท้าไปในตัว ถ้าชินแล้วค่อยลอง Drop 0 ได้ในภายหลัง”นพ.ฆนัท กล่าว

นายกสมาคมสมาพันธ์เพื่อสุขภาพและผู้สูงอายุ กล่าวว่า รองเท้า หน้าเท้ากว้าง ช่วยลดแรงกดและเสริมความมั่นคง Drop ต่ำ (4–5 mm): ฝึกกล้ามเนื้อเท้า ช่วยเดินอย่างเป็นธรรมชาติ Drop 0 (Zero Drop): เหมาะกับคนที่ฝึกกล้ามเนื้อเท้ามาแล้ว ส่วนรองเท้าแฟชั่นปลายแหลม ไม่ควรใช้เดินนาน อาจทำให้ปวดเท้าในระยะยาว

“สุขภาพเท้าคือพื้นฐานของสุขภาพทั้งร่างกาย ถ้าเดินไม่ดี ทุกข้อตั้งแต่ข้อเท้าจนถึงหลังจะชำรุดตามไปด้วย สิ่งสำคัญไม่ใช่ยี่ห้อ แต่คือ รองเท้าที่เหมาะกับเท้าของคุณ และต้องใช้เวลาให้กล้ามเนื้อเท้าปรับตัวอย่างช้า ๆ ทั้งนี้ หากมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ข้อเสื่อม หรือเท้าแบน ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพก่อนเปลี่ยนรองเท้าแนวใหม่ เพราะผู้ป่วยเบาหวานจะมีปัญหาเรื่องการรับรู้การไหลเวียนของเลือดบริเวณเท้า หากใส่รองเท้าใหม่ที่ไม่เหมาะสมกับเท้าจะเกิดปัญหาการกดทับ ทำให้เท้าเป็นแผล และรักษายาก”นพ.ฆนัท กล่าว