เมื่อที่ 2 กรกฎาคม ที่ ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพฯ นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา ประธานสภากรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานการประชุมสภา ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สาม (ครั้งที่ 1) พ.ศ. 2568 โดยมี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. คณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เข้าร่วมประชุม
หนึ่งในญัตติของ น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย หรือ สก.เนอส เขตบางซื่อ เรื่อง ขอให้กรุงเทพมหานครพิจารณากีฬาทางเลือกเป็นหลักสูตรวิชาเลือกในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร
น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวว่า โรงเรียนในกรุงเทพฯ มีความโดดเด่นแต่ละด้านแตกต่างกัน บางโรงเรียนเด่นด้านภาษา ด้านวิชาการ และบางโรงเรียนเด่นด้านกีฬา ซึ่งล้วนสามารถต่อยอดให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต ตามศักยภาพและความถนัดของแต่ละโรงเรียน

โดยเฉพาะโรงเรียนในกรุงเทพฯ ที่มีเด็กจากชุมชนเป็นหลัก พบว่าเด็กจำนวนไม่น้อยหลุดออกจากระบบการศึกษาในช่วงมัธยม และไม่ได้ศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องวางแนวทางเพื่อสร้างอนาคตที่ดีให้เด็ก แม้จะเป็นแนวทางอื่นที่อาจไม่ใช่เส้นทางเดิมที่คุ้นเคย
“สำหรับเขตบางซื่อ ดิฉันได้ผลักดันโครงการ ‘บางซื่อเมืองสเกตบอร์ด’ ร่วมกับกลุ่มผู้ปกครองห่วงใยลูกหลานในเขตบางซื่อ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก สปสช. ระดับเขต จำนวน 254,725 บาท เพื่อจัดอบรมทักษะการเล่นสเกตบอร์ดให้กับนักเรียนชั้น ป.1–ป.4 ใน 7 โรงเรียนในพื้นที่ โรงเรียนละ 30 คน จำนวน 3 ครั้ง เนื่องจากมีงบจำกัดของ สปสช. จึงจัดซื้ออุปกรณ์ชุดเซตตี้ได้ไม่เพียงพอ” น.ส.ภัทราภรณ์ เผย

น.ส.ภัทราภรณ์ เผยหนึ่งในสาเหตุที่ดิฉัน ต้องการที่มาบรรจุโครงการเหล่านี้เข้างบประมาณประจำปีของกรุงเทพฯ ว่า ตนทราบดีว่า กรุงเทพฯ มีลานสเกตที่สวนเบญจกิติ ซึ่งนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ในความเป็นจริงยังคงมีข้อจำกัดด้านการเข้าถึง โดยเฉพาะสำหรับเด็กและเยาวชนในชุมชนที่อยู่ห่างไกล
ดิฉันมองว่า เราควรสร้าง ‘ทางเลือกใหม่’ ให้กับระบบการศึกษา ผ่านการออกแบบ ‘ระบบนิเวศการเรียนรู้’ ที่เอื้อต่อการเติบโตรอบด้านของเด็ก จำนวน 5 ด้าน ได้แก่ 1.ชุมชนที่สนับสนุนสิ่งเดียวกัน, 2.สิ่งอำนวยความสะดวก, 3.ครูผู้ฝึกสอน, 4.โอกาส และ 5.ความเป็นไปได้จากภาครัฐ
ข้อเสนอต่อฝ่ายบริการ กทม.
1.พิจารณาบรรจุโครงการและหลักสูตรวิชาทางเลือก (เสรี) สำหรับนักเรียนโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร รองรับทั้งทางด้านกีฬา ดนตรีทางเลือก รวมถึงความถนัดทางภาษาและด้านวิชาการที่เข้ากับยุคสมัย และรองรับความสนใจของเด็กนักเรียน
2.พิจารณากำหนดหลักสูตรทางการศึกษาเพิ่มเติม ให้สอดคล้องกับบริบทเชิงพื้นที่ ระบบบนิเวศน์ทางด้านวัฒนธรรม อุปสงค์ในการประกอบอาชีพในพื้นที่
“ดิฉันหวังว่าฝ่ายบริหารฯ จะเห็นความเป็นไปได้ เพื่อชีวิตที่ดีกว่าต่อตัวนักเรียนเอง คุณครู และตัวดิฉันเอง ในเขตบางซื่อ” น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าว

ด้านนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่าสนใจ และตอบสนองต่อความต้องการของนักเรียน ไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษา แต่เป็นเรื่องของเศรษฐกิจด้วย เป็นสิ่งที่ดึงนักท่องเที่ยวได้ กทม.เอง ได้จัดทำสนามกีฬาเอ็กซ์ตรีมบอร์ดที่สวนเบญจกิติ ซึ่งมีความกังวลด้านความปลอดภัยเป็นพิเศษ กีฬาเอ็กซ์ตรีมสปอร์ตมีความเสี่ยงด้านการดูแล ต้องมีโค๊ชดูแลเรื่องความเข้าใจ มากกว่ากีฬาทั่วไป ซึ่งอาจมีข้อจำกัด

นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การศึกษาเป็นเรื่องสำคัญที่เรากำลังจะปรับเปลี่ยน หลักสูตรต้องเป็นของเด็กไม่ใช่เพียงครูที่มาสอน ปัจจุบันเรามีการปรับหลักสูตร มากว่า 66 โรงเรียนนำร่อง จากเดิมที่มีวิชาบังคับปีหนึ่ง 1,200 ชั่วโมง เรียนวันละ 8 ชั่วโมง ปัจจุบัน เราปรับวิชาบังคับเหลือปีละ 800 ชั่วโมง ทำให้ 400 ชั่วโมง ที่เหลือ ให้เด็กไปเรียนรู้วิชาที่ชอบได้
หลายโรงเรียนมีวิชามวยไทย เราทำร่วมกับซอฟต์พาเวอร์ เรื่องการผลักดันมวยไทยเข้ากับระบบการศึกษา ปีที่ผ่านมาเราทดลองกว่า 20 โรงเรียน ให้เป็นวิชาทางเลือก (เสรี)
“ทางกทม. มีการจัดกีฬาชื่อ ‘ช้างน้อยเกมส์’ มีกีฬาที่เด็กไม่ได้เรียน แต่เด็กมีความสนใจ อาทิ กีฬาสแต๊ก จักยานขาไถ ส่วนเรื่องกีฬาสเก็ตบอร์ด ก็คิดว่าเป็นหนึ่งในกีฬาที่เด็กสนใจ ขออนุญาตนำกีฬาสเก็ตบอร์ดมาบรรจุไว้ใน กีฬาช้างน้อยเกมส์ครั้งถัดไป
ด้านการปรับปรุงลานกีฬา ลานกีฬาเอ็กซ์ตรีมในกทม มีกว่า 20 ลานในปัจจุบันมีสภาพใช้งานได้และต้องปรับปรุง โดยจะทำงบประมาณปรับปรุงสนามกีฬาในระดับต่อไป” นายศานนท์ เผย

จากนั้น น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “การมองเรื่องการศึกษา ไม่ควรแยกออกจากเศรษฐกิจ เพราะทั้งสองเรื่องคือสิ่งเดียวกัน เด็กส่วนใหญ่ในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ล้วนเป็นเด็กจากชุมชน ซึ่งดิฉันมองว่า กีฬามวยไทย สามารถเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้เด็กหลุดพ้นจากวงจรความยากจน และมีโอกาสสร้างอนาคตที่ดีขึ้นได้
เช่นเดียวกับ กีฬาเอ็กซ์ตรีมอย่างสเกตบอร์ด ที่มีเด็กไทยไปโอลิมปิกมา ก็เป็นสิ่งที่ดีที่เราจะสามารถไปถึงได้ ด้านกีฬาเอ็กซ์ตรีมก็อยากจะฝากกรุงเมพฯ สื่อสารว่า จากที่ดิฉันทำโครงการสเกตบอร์ด ยังมีความเข้าใจผิดเยอะมาก กับการสอนกีฬาเอ็กซ์ตรีมในเด็กเป็นเรื่องอันตราย แต่ที่จริงแล้วการสอนในเด็กคือการสอนเรื่องการทรงตัว ก็ฝากการสื่อสารตรงนี้ไปด้วย”

