องค์การเภสัชฯ จับมือ DNDi และ บ.Pharco ขึ้นทะเบียนยารักษา ‘ไวรัสตับอักเสบซี’ ในไทย

3.07.25 | 16:23 น.

องค์การเภสัชฯ จับมือ DNDi และ บ.Pharco ขึ้นทะเบียนยารักษา ‘ไวรัสตับอักเสบซี’ ในไทย

วันนี้ (3 กรกฎาคม 2568) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ร่วมกับ บริษัท Pharco Pharmaceuticals ประเทศอียิปต์ และ องค์กรวิจัยทางการแพทย์ไม่แสวงผลกำไร Drugs for Neglected Diseases initiative (DNDi) ลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) เพื่อการขึ้นทะเบียน “ยาราวิดาสเวียร์” ในประเทศไทย เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยาได้ง่ายขึ้น หลังผลการทดลองทางคลินิก ในโรงพยาบาลที่กรุงเทพมหานคร และ จ.เชียงใหม่ รวมถึงในประเทศมาเลเซีย สามารถยืนยันประสิทธิภาพของยาราวิดาสเวียร์ได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ ยาราวิดาสเวียร์ถือเป็นยารักษาไวรัสตับอักเสบซีตัวแรกที่พัฒนาภายใต้ความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนา (South-South collaboration) โดยมีทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมกันจัดหายาที่มีราคาย่อมเยาให้กับผู้ป่วยที่ต้องการยา

พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการ อภ. กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงนี้ เป็นมากกว่าความร่วมมือทางวิชาการ แต่ยังเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการสร้างระบบการดูแลสุขภาพที่ยั่งยืนให้กับประชาชน ยังมีผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีในประเทศไทยกว่า 800,000 ราย ที่รอการเข้าถึงยาและการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ

“โรคไวรัสตับอักเสบซี เป็นโรคที่รักษาได้และใช้เวลาในการรักษาไม่นาน ยาที่ใช้มีประสิทธิภาพสูง สามารถรักษาโรคให้หายขาดมากกว่าร้อยละ 95 ก่อนหน้านี้ ยาที่ใช้ในการรักษาโรคไวรัสตับอักเสบซีมีราคาแพงมาก แต่ อภ.สามารถผลิตให้ได้ต้นทุนที่ลดลง เพิ่มการเข้าถึงยามากขึ้น ความร่วมมือครั้งนี้ จะทำให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น” พญ.มิ่งขวัญ กล่าวและว่า โรคไวรัสตับอักเสบซีสามารถพัฒนาเป็นโรคตับเรื้อรัง ตับแข็ง มะเร็งตับ และทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ อีกทั้งยังก่อให้เกิดภาระทางเศรษฐกิจ และสังคมต่อบุคคล ครอบครัว และระบบสาธารณสุขของประเทศ ปัจจุบัน โรคไวรัสตับอักเสบซี ยังคงเป็นความท้าทายด้านสาธารณสุขในประเทศไทย มีผู้ป่วยหลายรายยังไม่ได้รับการวินิจฉัยหรือการรักษา ประเทศไทยวางเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติในการกำจัดไวรัสตับอักเสบซีให้หมดไป ภายในปี 2573

Advertisement

พญ.มิ่งขวัญ กล่าวว่า การรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับไวรัสตับอักเสบซีในปัจจุบัน คือ ยากลุ่ม direct-acting antivirals (DAAs) อย่างไรก็ตาม ยาเหล่านี้มีราคาสูงมาก (ยาตัวแรกที่เริ่มวางจำหน่ายในปี 2556 มีราคาสูงถึง 2.5 ล้านบาท) ทำให้ผู้ป่วยในประเทศรายได้ต่ำและปานกลางไม่สามารถเข้าถึงการรักษาได้ โรคนี้ส่งผลกระทบต่อประชากรราว 50 ล้านคนทั่วโลก แต่มีเพียงร้อยละ 20 เท่านั้น ที่ได้รับการรักษา โดยมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ราว 242,000 คนต่อปี ปัจจุบัน ราคายาลดลงมาจากเดิมมาก แต่ยังไม่มากพอให้ทุกคนเข้าถึงได้

“ราวิดาสเวียร์เป็นยาที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และราคาย่อมเยา พัฒนาโดยองค์กร DNDi ร่วมกับ บริษัท Pharco Pharmaceuticals จากอียิปต์ รวมถึงภาครัฐและหน่วยงานวิชาการในมาเลเซียและไทย เมื่อปี 2560 มีการดำเนินการทดลองทางคลินิกในไทย 4 แห่ง โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมกับหน่วยงานและองค์กรหลายแห่ง ยาชนิดนี้มีบทบาทสำคัญในการลดต้นทุนการรักษาอย่างมาก ปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนในประเทศมาเลเซีย และในปี 2566 ได้ถูกรวมอยู่ในบัญชียาจำเป็นของ องค์การอนามัยโลกอีกด้วย” พญ.มิ่งขวัญ กล่าว

นพ.หลุยส์ ปิซาร์โร ผู้อำนวยการบริหารขององค์กร DNDi กล่าวว่า ราวิดาสเวียร์เป็นตัวอย่างความสำเร็จที่น่าประทับใจของการพัฒนายาโดยไม่แสวงผลกำไรภายใต้ความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนา โดยมุ่งเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ต้องขอบคุณความเป็นผู้นำประเทศไทย และมาเลเซีย ที่แสดงให้เห็นว่า ประเทศรายได้น้อยและปานกลางสามารถพัฒนายาที่ตรงกับความต้องการ ของประชากรของตนเองได้ บันทึกความเข้าใจกับ อภ.ฉบับนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันให้ราวิดาสเวียร์สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นในประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่ร่วมพัฒนายาตัวนี้

นพ.เชอรีน ฮัสซัน อับบาส เฮลมี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Pharco กล่าวว่า อภ.จะเป็นผู้นำในการยื่นขอขึ้นทะเบียนยากับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยมีองค์กร DNDi และ บริษัท Pharco ให้การสนับสนุนด้านเทคนิค และเอกสารประกอบที่จำเป็น

“ภารกิจของเราคือ การทำให้ยาที่มีคุณภาพสูงเข้าถึงได้ในราคาที่ประชาชนสามารถซื้อได้ บริษัท Pharco ภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่ง ของความร่วมมือครั้งนี้ และเรายังคงมุ่งมั่นที่จะทำให้โลกปลอดจาก ไวรัสตับอักเสบซี ตามเป้าหมายขององค์การอนามัยโลกภายในปี 2573 เรารู้สึกยินดีที่ได้ร่วมมือกับองค์กร DNDi และ องค์การเภสัชกรรม เพื่อเดินไปสู่เป้าหมายนี้ร่วมกัน” นพ.เชอรีน กล่าว