ผอ.ศูนย์แม่โขงศึกษา ไขปม มติครม. ‘แจกสัญชาติ4.8แสนคน’ เปิดเกณฑ์ชัด ‘ไม่ใช่ใครก็ได้’ เจาะกลุ่มชาติพันธ์อยู่นานเกิน 25 ปี – ลูกชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อย ไม่ใช่แรงงานข้ามชาติ แนะรัฐสื่อสารต่อสังคมให้เคลียร์
สืบเนื่องจาก มติคณะรัฐมนตรีเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ในการเห็นชอบหลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลให้แก่บุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน และกลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักร ตามที่สภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นผู้เสนอ โดยมีกลุ่มเป้าหมาย 483,626 คน จนล่าสุดกลับมาเกิดกระแสโต้เถียงกันอีกครั้งแล้วนั้น
นายอนรรฆ พิทักษ์ธานิน ผู้อำนวยการศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ความเข้าใจผิดของหลายคน หรือ อาจเป็นสังคมส่วนใหญ่ คือ ความเข้าใจที่ว่าการดำเนินการนี้เป็นการ “แจกสัญชาติไทย” แบบไม่มีเงื่อนไข ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างมหันต์ เพราะแท้ที่จริงแล้ว “ไม่ใช่อย่างที่คิด”
“มติ ครม. ดังกล่าวนี้ ไม่ได้เป็นการเปิดประตูให้คนต่างชาติมาขอสัญชาติไทยกันเป็นแถว แต่เป็นการแก้ปัญหาเก่าแก่ที่ค้างคามาหลายสิบปี ให้กลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยแต่ยังตกหล่นจากสิทธิสถานะ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายจำนวนไม่น้อยเป็นพ่อเฒ่า แม่แก่ ที่อยู่ในเมืองไทยมายาวนาน” นายอนรรฆชี้
เมื่อถามว่าใครคือกลุ่มเป้าหมายในจำนวน 4.8 แสนคนนี้?
นายอนรรฆ กล่าวว่า เราต้องเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่าใครเป็นใคร กลุ่มคนที่ได้รับการพิจารณาในครั้งนี้ ไม่ใช่แรงงานข้ามชาติที่เข้ามาใหม่ แต่เป็นกลุ่มที่อพยพเข้ามาก่อนปี 2542 จำนวน 3.4 แสนคน และเป็นคนไทยที่เกิดในประเทศไทย จำนวน 1.4 แสนคน ทั้งหมดมีการทำระเบียนประวัติที่ชัดเจน
“หมายความว่า กลุ่มคนเหล่านี้อยู่ในประเทศไทยมาแล้วมากกว่า 25 ปี บางคนเกิดที่นี่ เติบโตที่นี่ ใช้ชีวิตที่นี่มาตลอด แต่ติดปัญหาเรื่องเอกสาร สถานะทางกฎหมาย ทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตได้เต็มที่เหมือน “คนไทย” ส่วนใหญ่ เข้าไม่ถึงสวัสดิการพื้นฐานหลายประการและมีข้อจำกัดในการทำงานที่จะช่วยยกระดับชีวิตพวกเขา
ทั้งนี้ กลุ่มเป้าหมายหลักตามมติ ครม. ครั้งนี้ คือ กลุ่มชาติพันธุ์ 19 กลุ่ม และผู้สืบสันดาน ที่ได้รับการสำรวจและจัดทำทะเบียนประวัติไว้แล้ว ไม่ใช่คนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มเด็กและบุคคลที่ศึกษาในประเทศไทย กลุ่มบุคคลไร้รากเหง้า และกลุ่มบุคคลที่ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศ” นายอนรรฆระบุ
เมื่อถามว่า กฎหมายเดิมเปิดช่องไว้แล้ว นับว่าไม่ใช่เรื่องใหม่หรือไม่?
นายอนรรฆ กล่าวว่า อีกความเข้าใจผิดใหญ่คือ การคิดว่ามติครั้งนี้เป็น ‘นโยบายใหม่’ ที่เพิ่งเกิดขึ้น ความจริงแล้ว มติครั้งนี้เป็นการปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อทดแทนหลักเกณฑ์ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2564 และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2559 ที่ออกมาสมัยรัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มีความมุ่งหมายในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ มีจุดเน้นในการแก้ไขปัญหาสำหรับบุคคลที่ตกหล่นจากการสำรวจและไม่มีสถานะทางทะเบียน สำรวจและจัดทำทะเบียนผู้ไม่มีสถานะ เพื่อเข้าสู่ระบบการพิจารณาสถานะบุคคลตามกฎหมาย และเน้นย้ำเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง มีการศึกษาหรือทำงานอย่างเปิดเผย ไม่ใช่ผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายภายหลัง
“กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ กฎหมายไทยเปิดช่องให้การแก้ไขปัญหาสถานะของกลุ่มคนเหล่านี้มาตั้งแต่อดีตแล้ว แต่ขั้นตอนมันซับซ้อน ใช้เวลานาน ทำให้หลายคนรอมานานแต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งหลักเกณฑ์ใหม่จะลดขั้นตอนและระยะเวลาในการพิจารณา โดยลดระยะเวลาการดำเนินการอันยาวนาน เหลือเพียงภายใน 5 วัน (หากเอกสารครบถ้วน) ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาคนตกหล่นจากสิทธิสถานะ “อย่างครอบคลุม” ที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไทย” นายอนรรฆกล่าว
เมื่อถามว่าจากกระแสที่วิจารณ์ว่าเป็นการ “แจกสัญชาติให้ทุกคน” แล้วนั้น ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร?
นายอนรรฆ กล่าวว่า อีกความเข้าใจผิดใหญ่ คือ ความเข้าใจของสังคมไทยจำนวหนึ่งที่ว่าประชากร 4.8 แสนคนนี้จะได้สัญชาติไทยกันหมด ความจริงไม่ใช่อย่างนั้น โดยการได้สถานะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ 1.การได้ใบสำคัญถิ่นที่อยู่เพื่ออาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยอย่างถาวรและถูกต้องตามกฎหมายของกลุ่มชนกลุ่มน้อย/กลุ่มชาติพันธุ์ที่อพยพเข้าไทย 19 กลุ่ม จำนวน 340,101 คน และ 2. การได้สัญชาติไทยของบุตรชนกลุ่มน้อย/กลุ่มชาติพันธุ์ที่เกิดในไทย จำนวน 143,525 คน
“หมายความว่า ไม่ใช่ทุกคนจะได้สัญชาติไทย แต่จะเป็นการรับรองสถานะที่ถูกต้อง ควรได้ ส่วนที่จะได้สัญชาติไทยจริงๆ มีประมาณ 1.4 แสนคน ซึ่งเป็นกลุ่มที่เกิดในประเทศไทยเป็นหลัก และที่สำคัญ ทั้ง 4.8 แสนราย ยังต้องผ่านขั้นตอนตามกฎหมาย และเพิกถอนได้ทันทีกรณีขาดคุณสมบัติ ไม่ใช่ได้แบบอัตโนมัติ” นายอนรรฆกล่าว
เมื่อถามว่า แล้วเงื่อนไขในการให้สัญชาตินั้น มีเกณฑ์อย่างไรบ้าง?
นายอนรรฆ หลายคนคิดว่ามติครั้งนี้เป็นการ “ปล่อยเกณฑ์” ให้ใครก็ได้มาขอสัญชาติ แต่ความจริงแล้ว เงื่อนไขยังเข้มงวดอยู่ ผู้ที่จะได้รับสิทธิ์ต้องผ่านเงื่อนไขที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการมีชื่อในทะเบียนบ้านหรือทะเบียนประวัติและมีเลขประจำตัว 13 หลัก การมีภูมิลำเนาและอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยติดต่อกันต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 15 ปี การผ่านการตรวจสอบพฤติการณ์ด้านความมั่นคงโดยหน่วยงานต่างๆ และเกือบทั้งหมดเป็นกลุ่มคนที่ได้รับการสำรวจและจัดทำทะเบียนประวัติไว้แล้วตั้งแต่อดีต ไม่ใช่คนที่เพิ่งเข้ามาใหม่
เมื่อถามว่า กระแสสังคมส่วนหนึ่งตั้งคำถาม ทำไมต้องมาดำเนินการในช่วงนี้?
นายอนรรฆ กล่าวว่า หลายคนสงสัยคือ ทำไมต้องเร่งแก้ไขปัญหานี้ในตอนนี้ คำตอบอยู่ที่สถานการณ์ของประเทศไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลง ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แล้ว เนื่องจากมีประชากรสูงวัยในสัดส่วนเกินกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด และคาดว่าอีก 10 ปีข้างหน้าไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด
“การเข้าสู่สังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์มีผลกระทบกับจำนวนแรงงานในตลาดอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อวัยแรงงานลดลง เพราะเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการใช้แรงงานสูง ในสถานการณ์เช่นนี้ การที่กลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลานานได้มีสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจน จะช่วยให้พวกเขาสามารถเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพของประเทศได้อย่างเต็มศักยภาพ
กลุ่มคนเหล่านี้หลายคนเติบโตและได้รับการศึกษาในประเทศไทย มีความผูกพันกับท้องถิ่น และมีทักษะที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับประเทศได้ การที่พวกเขาไม่มีสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจนกลับเป็นการสูญเสียศักยภาพของประเทศอย่างน่าเสียดาย” นายอนรรฆชี้
นายอนรรฆ กล่าวอีกว่า แน่นอนว่า การดำเนินนโยบายใหญ่ๆ แบบนี้ย่อมมีความเสี่ยงและข้อกังวลบ้าง ซึ่งหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบต้องจัดการอย่างรอบคอบ ความกังวลเรื่องความมั่นคง เช่น การตรวจสอบพื้นฐานและประวัติของผู้ขอรับสิทธิ์ ต้องทำอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลที่อาจก่อให้เกิดปัญหาความมั่นคงได้รับสิทธิ์โดยไม่เหมาะสม ขณะเดียวกัน การป้องกันการใช้ประโยชน์ในทางที่ผิดก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญ รัฐต้องมีระบบตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพเพื่อสกัดกั้นการปลอมแปลงเอกสารหรือการแอบอ้างสิทธิ์จากบุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติจริง ตลอดจนการเรียกรับผลประโยชน์ในทุกรูปแบบ
“สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการสื่อสารอย่างถูกต้อง รัฐจะต้องสื่อสารข้อมูลต่อสาธารณชนอย่างโปร่งใสและแม่นยำ เพื่อลดความเข้าใจผิด สลายความกลัวที่เกิดจากความไม่รู้ และป้องกันไม่ให้ประเด็นสำคัญนี้กลายเป็นเหยื่อของการบิดเบือนหรือการเมืองแบบอคติในสังคม
โดยสรุป มติ ครม. 29 ตุลาคม 2567 เป็นการตัดสินใจเชิงนโยบายที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎหมาย ข้อมูลทะเบียน และพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อแก้ปัญหาเรื้อรังที่ดำรงอยู่มานาน และเป็นโอกาสสำคัญในการส่งเสริมหลักนิติธรรม ความเป็นธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ที่อาศัยในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน มติดังกล่าวจึงควรถูกทำความเข้าใจอย่างรอบด้าน และได้รับการสนับสนุนจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง” นายอนรรฆระบุ
นายอนรรฆ กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งสำคัญคือ การรับรองสถานะบุคคลไม่เพียงเป็นการเยียวยาความเปราะบางทางสิทธิ แต่ยังเป็นการลงทุนในศักยภาพของมนุษย์ที่มีคุณค่า กลุ่มคนเหล่านี้คือทรัพยากรของชาติ พวกเขาเรียนรู้ พัฒนาแรงงาน ประกอบอาชีพ และมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจและสังคมไทยมานาน เฉกเช่นเดียวกับ “ลูก หลาน ชาวไทยเชื้อสายจีน” จำนวนมากในสังคมไทย ซึ่งหากได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม ย่อมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยไปข้างหน้า การสร้างความมั่นคงของมนุษย์จึงไม่ใช่เพียงภารกิจด้านสิทธิมนุษยชน แต่คือยุทธศาสตร์เพื่อความมั่นคงอย่างยั่งยืนของชาติในระยะยาว

