คนไทยป่วยมะเร็งปอดพุ่ง 40% จากฝุ่น PM2.5 แซงหน้าสูบบุหรี่ เพศหญิงอัตราป่วยเพิ่ม

7.07.25 | 06:58 น.

คนไทยป่วยมะเร็งปอดพุ่ง 40% จากฝุ่น PM2.5 แซงหน้าสูบบุหรี่ เพศหญิงอัตราป่วยเพิ่ม ชี้ฝุ่นพิษทำยีนกลายพันธุ์ได้

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม นพ.สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ เปิดเผยถึงการเผยแพร่งานวิจัยที่ตีพิมพ์โดย NCI ระบุว่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM2.5 สัมพันธ์กับยีนกลายพันธุ์ในผู้ป่วยมะเร็งปอดที่ไม่สูบบุหรี่ (LCINS) โดยพบว่าผู้ป่วยในประเทศที่มีฝุ่นสูงจะเจอการกลายพันธุ์ EGFR และ TP53 ในเซลล์มะเร็งสั้นกว่า และพบมากผู้ป่วยเอเชีย ว่า ไทยพบผู้ป่วยโรคมะเร็งป่วยปอดปีละประมาณ 2 หมื่นราย เสียชีวิต 1.5 หมื่นราย โดยส่วนใหญ่จะพบโรคในระยะที่ 4 ซึ่งพบผู้ชายป่วยมากกว่าผู้หญิง 2 เท่า

เนื่องจากพฤติกรรมการสูบบุหรี่ แต่ปัจจัยของเรื่องฝุ่น PM2.5 เริ่มพบมากขึ้นในผู้หญิง และคนอายุน้อย ด้วยลักษณะของปอดที่เล็กกว่าผู้ชาย จึงมีอัตราการทนจะน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก NCI ระบุถึงการกลายพันธุ์ของยีนมะเร็งปอด เฉพาะเรื่องของฝุ่น PM2.5 ประเทศในเอเชียจะต่างกับประเทศทางตะวันตก ซึ่งต้องบอกว่ามีการกลายพันธุ์ของยีนจริง แต่ฝุ่นไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่ทำให้เกิดมะเร็งปอดในคนที่ไม่ได้สูบบุหรี่ เพราะยังมีเรื่องของบุหรี่มือสอง หรือก๊าซเรดอนในดิน ซึ่งพบมากในภาคเหนือ

“การศึกษาเรื่องการกลายพันธุ์ของยีนจากฝุ่น PM2.5 มีการกลายพันธุ์ แต่จะต่างกันไป เพราะในฝุ่นก็จะมีสารพิษต่างกันไป ดังนั้น ที่มีการระบุว่าเจอยีน EGFR ได้ในคนเอเชีย แต่ในประเทศทางตะวันออกจะพบอีกตัวหนึ่งมากกว่า เพราะการกลายพันธุ์ต่างกัน” นพ.สมชายกล่าว

นพ.สมชายกล่าวอีกว่า ในงานวิจัยที่เผยแพร่ออกไปนั้น มีการเขียนที่อาจทำให้เข้าใจว่าบุหรี่มือสองไม่มีการกลายพันธุ์ แต่พบในฝุ่น PM2.5 แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าบุหรี่มือสองไม่ได้ทำให้เกิดการกลายพันธุ์ แต่แค่กลายพันธุ์คนละตัว เพราะบุหรี่มือสองเป็นปัจจัยที่ทำให้คนไม่สูบก็เป็นมะเร็งปอดได้ ทั้งนี้ ปัจจัยที่เกิดยีนกลายพันธุ์ของมะเร็งปอดในไทย ร้อยละ 40 มาจากฝุ่น ร้อยละ 20 มาจากบุหรี่มือสอง ที่เหลือจะเป็นปัจจัยอื่นๆ

Advertisement

“ปัจจัยเรื่องฝุ่น PM2.5 ในไทยเพิ่งเริ่มขึ้นในปี 2559 เริ่มเป็นปัญหาที่เราคุยกัน จะใช้เวลาประมาณ 15 ปี จะเห็นผลกระทบเยอะขึ้นชัดเจน อีกประมาณ 7-8 ปี จะเห็นผลกระทบในประชากรระดับประเทศ ส่วนตอนนี้ยังเป็นการส่งกระทบในบางกลุ่มอยู่” นพ.สมชายกล่าว

นพ.สมชายกล่าวว่า มาตรการที่ต้องดำเนินการ ได้แก่ 1.ปัจจัยส่วนบุคคล ซึ่งจะเป็นเรื่องการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง รวมถึง การป้องกัน และลดการเกิดปัญหา เช่น ไม่สูบบุหรี่ สวมหน้ากากอนามัย ออกกำลังกาย กินอาหารที่เสริมภูมิคุ้มกันโรค ช่วยป้องกันอนุมูลอิสระ เช่นผัก ผลไม้ มะเขือเทศ แครอท ฟักทอง เป็นต้น ส่วนคนที่สามารถซื้อเครื่องฟอกอากาศได้ ก็ควรซื้อไว้ใช้ในบ้าน เพื่อให้ร่างกายได้พัก และเอาฝุ่น PM2.5 ออกจากร่างกายได้ และ 2.ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม ไทยควรให้ความสำคัญกับการจัดการปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง เพื่อลดผลกระทบด้านสุขภาพ รวมทั้ง มะเร็งชนิดต่างๆ ในระยะยาว เช่น การผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด สนับสนุนมาตรการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ให้มากขึ้น การใช้พลังงานสะอาด

“รัฐบาลควรสนับสนุนให้มีพื้นที่ปลอดภัย ให้กับประชาชนด้วยการกำหนดให้พื้นที่สาธารณะ เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า รถขนส่งสาธารณะ และพื้นที่ทำงาน ต้องมีเครื่องฟอกอากาศ ตลอดจนการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับเรื่องดังกล่าว รวมทั้ง การทำระบบแจ้งเตือนภัย ด้านอากาศพิษ สิ่งแวดล้อม และการเตรียมตัว ให้ประชาชนผ่านเครือข่ายเทคโนโลยีเหมือนกับที่แจ้งเตือนแผ่นดินไหว” นพ.สมชายกล่าว

นพ.สมชายกล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีการคัดกรองความเสี่ยงต่อมะเร็งปอดด้วยการเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์รังสีต่ำ ช่วยให้พบมะเร็งปอดระยะแรกได้ แต่ปัจจุบันยังไม่มีคำแนะนำที่เหมาะสม และชัดเจนว่าควรจะทำในอายุเท่าไหร่ และความถี่แค่ไหน แต่กลุ่มที่มีความเสี่ยง เช่น คนสูบบุหรี่ คนทำงานกลางแจ้ง คนทำงานเกี่ยวกับสารเคมี ควรเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์เพื่อทำการตรวจ และในประชาชนทั่วไป ที่ไม่ได้สูบบุหรี่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนตรวจ เพื่อลดความเสี่ยง และอันตรายจากการตรวจเกินความจำเป็น โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ และภาคีเครือข่ายต่างๆ อยู่ระหว่างศึกษาเพื่อจัดทำคู่มือการคัดกรองมะเร็งปอด ระดับประชากรที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย สุดท้ายนี้ ถ้าหากประชาชนสนใจข้อมูลเกี่ยวกับโรคมะเร็ง สามารถติดตาม และสอบถามเพิ่มเติม ได้ที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ หรือหน่วยงานวิชาการอื่นๆ