ส.ก.ยานนาวา ชี้กล้อง CCTV ทั่วกรุงล้าสมัย เสี่ยงถูกแฮก-ภาพไม่ชัด วอนเร่งแก้ ‘ลงทุนทีเดียวให้จบ’

9.07.25 | 16:34 น.

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพฯ นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สาม (ครั้งที่ 2) พ.ศ. 2568 โดยมีสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เข้าร่วมประชุม

หนึ่งญัตติด้วยวาจาของนายพุทธิพัชร์ ธันยาธรรมนนท์ เขตยานนาวา  เรื่อง ขอให้กรุงเทพมหานครพัฒนาระบบ CCTV ของกรุงเทพมหานครให้มีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกพื้นที่

นายพุทธิพัชร์ กล่าวว่า โครงการ CCTV ของ กทม.เริ่มต้นใช้ประมาณปี 2010 ในขณะยังเป็นช่วงต้นๆ ในการนำเทคโนโลยีการบีบอัดข้อมูล H.264 ที่ทันสมัยในช่วงนั้น มาใช้ในอุตสาหกรรม CCTV ซึ่ง กทม. ได้จัดทำระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิดที่ใช้เทคโนโลยี H.264 มาใช้งาน ทำให้การจัดเก็บข้อมูลมีขนาดเล็กลงจาก ระบบ CCTV เดิมในขณะนั้น ที่ใช้การบีบอัดข้อมูลแบบ MPEG-4 ได้ถึงประมาณ 50%

“การบีบอัดข้อมูลได้มีการพัฒนาขึ้นเป็น H.265 ซึ่งได้มีเริ่มมีการใช้งานในอุตสาหกรรม CCTV ซึ่งเป็นเทคโลยีที่มีประสิทธิผลการบีบอัดข้อมูลที่ดีขึ้นจาก H.264 ได้ประมาณ 25%-50% แต่ด้วยความจำกัดทางจบประมาณ กทม. จึงไม่ได้ upgrade ระบบคล้องโทรทัศน์วงจจรปิดให้ทันสมัย ทำให้ในปัจจุบันระบบของ กทม. ยังคงใช้ระบบเดิมอยู่จึงไม่สามารถใช้งานกับกล้องรุ่นใหม่ในปัจจุบันที่ใช้เทคโนโลยี H.265 ได้”นายพุทธิพัชร์ เผย

Advertisement

นายพุทธิพัชร์  กล่าวต่อว่า ดังนั้นหากมีการ อัปเกรด ระบบกล้องงงจรปิดให้เป็นรุ่นใหม่ทันสมัยที่รองรับ H.265 ได้จะทำให้สามารถทำการเก็บภาพบันทึกได้นานขึ้น และใช้ช่องทางการสื่อสารข้อมูล bandwidth network ที่น้อยลง รวมทั้งยังมีความสามารถทางด้านการวิเคราะห์ภาพ AI เพิ่มขึ้นอีกด้วย

ปัจจุบัน ระบบ AI เข้ามา ในต่างประเทศกล้อง CCTV สามารถวิเคราห์ตรวจจับได้หมดแล้ว และในปัจจุบันกล้อง CCTV ในกทม. เสี่ยงต่อการ Hackers อย่างง่ายมาก จากกลุ่ม Hackers พบว่า ชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน สามารถเข้าถึงได้ง่าย

“รวมถึงระบบจราจรอัจฉริยะ มีความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีในรูปแบบต่างๆ เช่น การโจมตีระบบควมคุมการจราจร การโจมตีระบบควบคุมกล้องวงจรปิด การโจมตีระบบบริการออนไลน์ สามารถเกิดความวุ่นวายเกิดขึ้นเหมือนในต่างประเทศได้” นายพุทธิพัชร์  กล่าว

นายพุทธิพัชร์  กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ กทม. ยังมี กล้องรุ่นเก่าที่เป็น D1 ที่เป็นกล้องความละเอียดต่ำอยู่เป็นจำนวนมาก ความละเอียดของกล้อง D1 อยู่ที่ 0.34 ล้านพิกเซล ซึ่งแตกต่างกันอย่างมากเมื่อเทียบกับกล้องที่มีการใช้งานในปัจจุบัน เช่น ความละเอียดของกล้องในข้อกำหนดของภาครัฐในปัจจุบัน หรือกล้องที่มีการใช้งานตามบ้านเรือนทั่วไป ที่มีความละเอียดที่ 2 ล้านพิเซล

อีกทั้งกล้อง CCTV ในปัจจุบัน มีการชำรุดบ่อย เพราะมี อายุการใช้งานมากกว่า 15 ปี ส่วนกล่องในช่วงหลังๆ 3-4 ปีที่มีการติดตั้ง ยังทำงานได้ปกติ ทำให้มีประเด็นในโซเซียลเรื่องความคมชัดของกล้อง กทม อยู่เป็นประจำ

จากแรกเริ่มที่ กทม. ได้มีคารลงทุนโครงการ CCTV มาเมื่อ 15 ปีที่แล้ว งบลงทุนรวมๆ กันที่ประมาณ 10,000 ล้านบาท และทุกๆ ปี กทม. ต้องมีค่าบำรุงรักษาประมาณ 8% ของ งบลงทุน โดยงานบำรุงรักษา 100% ของ 800 ล้านบาท จะแบ่งเป็น

65% กล้องที่ติดตั้งตามแยกโดยปัญหาคือ hard disk ในตัว nvr จะเสียบ่อยรวมไปถึงตัวกล้องประมาณ 520 ล้านบาท

25% ส่วนของห้อง control ที่สำนักงานเขต server down และอื่นๆเพราะเก่าประมาณ 200 ล้านบาท

10% network ส่วนใหญ่ปัญหา switch ประมาณ  80 ล้าน

หากมีการลงทุนปรับปรุงเปลี่ยนกล้องที่มีความละเอียดต่ำ แบบ D1 เป็นกล้องที่มีความคมชัด 2 ล้านพิกเซล จากข้อมูลในปัจจุบัน กทม. มีกล้อง D1 อยู่ประมาณ 30,000 กล้อง ซึ่งคิดเป็นประมาณ 50% ของกล้องทั้งหมดที่ต้องบำรุงรักษาทุกปี

กล้อง 2 ล้านพิกเซล ราคาของกล้องที่ 22,000 บาท จะใช้งบประมาณในการลงทุนในการเปลี่ยนกล้อง อยู่ที่ 660 ล้านบาท

การปรับปรุงห้องควบคุม Control ที่แต่ละเขต ทั้งหมด 50 เขต ใช้งบประมาณที่1,000 ล้านบาท

รวมการลงทุนการเปลี่ยนกล้อง D1 และงานห้องควบคุม 50 เขต จะใช้งบประมาณ 1,660 ล้านบาท

50% จากงบบำรุงรักษากล้อง 520 ล้านบาท เป็นวงเงิน 260 ล้านบาท งบบำรุงรักษาห้องควบคุม Control ทั้งหมด 200 ล้านบาท รวมเป็นเงินบำรุงรักษา 460 ล้านบาท ต่อปีรวมระยะเวลาการติดตั้งและช่วงรับประกัน 2 ปี ทั้งหมดเป็น 3 ปี รวมเป็นเงิน บำรุงรักษา 1,380 ล้านบาท

และหลังจากปีที่ 3 ค่าบำรุงรักษาคิด 8% ของงบลงทุน 1,660 ล้านบาท เป็นเงิน 132.8 ล้านบาท จากเดิมเงินบำรุงรักษาส่วนนี้ (กล้อง D1 และห้อง Control) ต้องจ่ายถึง 460 ล้านบาท จะลดเหลือ 132.8 ล้านบาท

ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดงบได้ถึง 327.2 ล้านบาทต่อปี

“ซึ่งชี้เห็นว่าตอนนี้เราอยู่ในช่วงวิกฤต หากเป็นไปได้อยากให้เห็นความสำคัญของความปลอดภัยทั้งประชาชน ข้าราชการที่ใช้แพลตฟอร์มนี้ รวมถึงการเข้าถึงและดูแลพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่” นายพุทธิพัชร์  กล่าว

จากนั้น นายวิษณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครกล่าวว่า กล้อง CCTV ของ กทม. ตามที่ ส.ก.อธิปรายมาเป็นความจริง ฝ่ายบริหารฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจ ปัญหาของ CCTV ของ กทม. คือเก่า และจำนวนไม่เพียงพอ มีมากกว่า 65,000 กล้อง มีความไม่ชัดมากกว่าครึ่ง

โดยสรุปปัญหา คือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง เรื่องกล้องก็มีปัญหาเรื่องความชัด เรื่องซอฟต์แวร์ และเน็ตเวิร์ค การเชื่อมโยงข้อมูล โครงสร้างของ กทม. เป็นแบบค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ  ทำให้โรงสร้างเครือข่ายใช้ประโยชน์อย่างไม่มีประสิทธิภาพ ใช้งบประมาณในการบำรุงรักษาสูงมาก

“แผนการติดตั้งกล้องฯ ให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นและปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพและละครอบคลุม

1.เปลี่ยนกล้อง ชนิด Digital noแทน กล้องที่เสื่อมสภาพ และติดตั้งเพิ่มให้ตรงกับวัตวัตถุประสงค์การใช้งาน

2.เปลี่ยนจากการบันทึกด้วย DVR และ Server Storage ก็ต้อนใช้พื้นที่เก็บข้อมูลภาพจำนวนมาก ที่มีค่าไร้จ่ายและค่าซ่อมบำรุงร้กษาสูง เป็นบันทึกภาพด้วย NVR หรือ SD Card ที่ตัวกล้อง ที่มีค่าใช้จ่ายและค่าซ่อมบำรุงรักษาที่ต่ำกว่า ซึ่งให้ประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้น

3.เพิ่มจำนวนโปรแกรมประมวลผล AI เฉพาะกล้องที่มีความที่มีความจำเป็นที่ต่องการประมวลผลด้วย AI เช่น แหล่งชุมชน บริเวณพื้นที่สำคัญพื้นที่สุ่มเสียงต่อการก่อการร้าย หรือพื้นที่ที่มีการจัดที่กิจกรรมพิเศษ (สงกรานต์ งานกาชาด การชุมชุม เป็นต้น) และเก็บข้อมูลด้วย Server Storage เพื่อลดงบประมาณของกรุงเทพมหานคร

4.การเพิ่มจำนวนและประสิทธิภาพกล้องฯ โดยการเรื่มกล้องของภาคเอกชน หรือหน่วยงานอื่น เช่น กองบัญชาการตำรวจนครบาล การทางพิเศษแห่งประเทศไทย เป็นต้น

5.การลดต้มทุนการติดตั้งกล้องฯ ในส่วนงานตัดตั้ง โดยการใช้ท่อร่วมกัน การวางท่อพร้อมการก่อสร้าง/ปรับปรุบทางเท้า การใช้เสาร่วมกัน เป็นต้น

6.อยู่ระหว่างดำเนินโครงการศูนย์ควบคุมและบริหารจัดการระบบเทคโนโลยีการจราจรและความปลอดภัยของกรุงเทพฯ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในต้นปี 2569

– มีระบบการเชื่อมโยงข้อมูลภาพเพื่อการประบวลผล AI

– ระบบการเชื่อมโยงคล้องกับหน่วยงานอื่นทั้งหน่วยงานภายในกรุงเทพมหานคร และภายนอก

– การดูภาพจากกล้อง CCTV ทั้งหมดด้วยโปรแกรมเดียว (ปัจจุบัน ใช้โปรแกรมดูภาพ มากกว่า 3โปรแกรม เช่น Mirays Nice Vision ,Gfin ทำให้เป็นอุปสรรคในการใช้งานและมีค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน)”  นายวิษณุ ระบุ

จากนั้นนายพุทธิพัชร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า อยากให้ฝ่ายบริหารฯ ผลักดันเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย อย่ากระปริบ กระปรอยเช่นนี้ทุกปี ลงทุนทีเดียวให้จบ เจ็บนิดเดียวแต่สำเร็จ