บอร์ดสปสช.หนุนใช้ AI อ่าน ‘ฟิล์มเอกซเรย์’ ยกระดับบัตรทอง นำร่อง รพ.รัฐ 167 แห่ง

10.07.25 | 14:08 น.

บอร์ดสปสช.หนุนใช้ AI อ่าน ‘ฟิล์มเอกซเรย์’ ยกระดับบัตรทอง นำร่อง รพ.รัฐ 167 แห่ง

วันนี้ (10 กรกฎาคม 2568) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เปิดเผยว่า ในการประชุมบอร์ด สปสช. ครั้งที่ 7/2568 เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบให้ “บริการอ่านภาพรังสีทรวงอก (chest x-ray) ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI)” เป็นสิทธิประโยชน์บริการการแพทย์ขั้นสูงสุดในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) และสนับสนุนให้เกิดการใช้นวัตกรรมดังกล่าวจากบัญชีนวัตกรรมไทยในโรงพยาบาลภาครัฐ จำนวน 167 แห่ง ในวงเงินไม่เกิน จำนวน 55 ล้านบาท ของปีงบประมาณ 2568

และให้ดำเนินการขยายบริการตามศักยภาพในปีถัดๆ ไป โดยการเลือกโรงพยาบาล 167 แห่งแรก ในการให้บริการจะใช้กลไกการมีส่วนร่วมจาก สธ., คณะแพทยศาสตร์ศิริราช มหาวิทยาลัยมหิดล, ราชวิทยาลัยรังสีแพทย์แห่งประเทศไทย และหน่วยงานวิชาการที่เกี่ยวข้อง

 

Advertisement

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ที่มาของสิทธิประโยชน์บริการนี้ สืบเนื่องจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ร่วมกับ บริษัท เพอเซ็ปทรา จำกัด (Perceptra) พัฒนานวัตกรรมการวิเคราะห์ภาพรังสีทรวงอกด้วยปัญญาประดิษฐ์ และได้รับการรับรองจากราชวิทยาลัยรังสีแพทย์แห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และ Singapore FDA ตลอดจนขึ้นทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์ในบัญชีนวัตกรรมไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อเดือนธันวาคม 2566 ซึ่งต่อมา ได้ทำข้อเสนอไปยัง สปสช. ให้สนับสนุนการใช้งานระบบปัญญาประดิษฐ์ดังกล่าวในโรงพยาบาล จำนวน 887 แห่ง ไม่รวมโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)

“ทั้งนี้ การดำเนินการแบ่งเป็น 3 ระยะ เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายอย่างครอบคลุมภายใน 3 ปี คือ 1.ระยะแรก ปีงบประมาณ 2568 สปสช. สนับสนุนบริการในโรงพยาบาล 167 แห่ง ใช้งบประมาณ 55 ล้านบาทต่อปี 2.ระยะที่ 2 ปีงบประมาณ 2569 สนับสนุนบริการในโรงพยาบาล 445 แห่ง ใช้งบประมาณน 135 ล้านบาทต่อปี และ 3.ระยะที่ 3 ปีงบประมาณ 2570 สนับสนุนบริการในโรงพยาบาล 887 แห่ง ใช้งบประมาณ 225 ล้านบาทต่อปี” นายสมศักดิ์ กล่าวและว่า บริการนี้จะช่วยเพิ่มการเข้าถึงการรักษาโรคที่เป็นปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะวัณโรคและมะเร็งปอด รวมถึงลดภาระงานการอ่านภาพรังสีทรวงอกของแพทย์ ทั้งในโรงพยาบาลขนาดเล็กที่ขาดผู้เชี่ยวชาญ และโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีภาระงานจำนวนมาก ทั้งยังเป็นการสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่พัฒนาในประเทศไทยที่มีมาตรฐานสากลด้วย

ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า หลังจากนี้ สปสช. จะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำภาพถ่ายรังสีทรวงอกมาทบทวนย้อนหลัง 5 ปี เพื่อค้นหาผู้ป่วยเดิมที่อาจจะยังไม่ได้รับการรักษาจากผลการวินิจฉัยในขณะนั้น และนำผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวเข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาล รวมถึงวิเคราะห์ประสิทธิภาพของระบบ นอกจากนี้ สปสช. จะร่วมกับหน่วยวิชาการที่เกี่ยวข้องถอดบทเรียนการดำเนินงาน ผลลัพธ์ และประสบการณ์ของการให้บริการในปีแรก เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินการในปีที่ 2 ตลอดจนพิจารณาด้านภาระงบประมาณ อีกทั้ง จะจัดทำประกาศหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจ่ายค่าบริการ และกำหนดพื้นที่เป้าหมายร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กองวัณโรค กรมควบคุมโรค, สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์, ราชวิทยาลัยรังสีแพทย์แห่งประเทศไทย คณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพ (Service Plan) สาขาต่าง ๆ ของกระทรวงสาธารณสุข ฯลฯ

“เมื่อมีการใช้ AI มาช่วยหมออ่านภาพเอกซเรย์แล้ว เชื่อว่าจะช่วยให้สามารถพบและนำผู้ป่วยวัณโรค เข้าสู่กระบวนการรักษาได้เพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยวัณโรค ซึ่งเป็นอีกปัญหาสำคัญด้านสาธารณสุขของไทยมาอย่างยาวนาน” นพ.จเด็จ กล่าว