สธ. แบ่ง 3 โซนรพ.ชายแดน เผย 5 รพ. อยู่ในพื้นที่สีแดง เร่งอพยพผู้ป่วยไปที่ปลอดภัย

24.07.25 | 17:06 น.

สธ. แบ่ง 3 โซน รพ.ในพื้นที่ชายแดน พร้อมสำรองเลือด 20% ขอประชาชนจัดเวลาอ่านข่าว เลี่ยงภาวะเครียด

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ที่ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมของโรงพยาบาล (รพ.) ในพื้นที่ความรุนแรงชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ขณะนี้ สธ.ได้จัดแบ่งกลุ่ม รพ. ออกเป็น 3 พื้นที่ ได้แก่ 1.สีแดง จำนวน 5 แห่ง คือ รพ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี, รพ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ, รพ.กาบเชิง และ รพ.พนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.สุรินทร์ และ รพ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ 2.สีเหลือง จำนวน 8 แห่ง คือ รพ.น้ำขุ่น และ รพ.นาจะหลวย จ.อุบลราชธานี, รพ.ขุนหาญ รพ.ภูสิงห์ และ รพ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ, รพ.บัวเชด และ รพ.สังขะ จ.สุรินทร์ และ รพ.ละหารทราย จ.บุรีรัมย์

นพ.วรตม์ กล่าวต่อว่า และ 3.สีเขียว จำนวน 27 แห่ง เช่น จ.อุบลราชธานี คือ รพร.เดชอุดม, รพ.ทุ่งศรีอุดม, และ รพ.บุณฑริก ใน จ.ศรีสะเกษ คือ รพ.ศรีสะเกษ, รพ.กันทรารมย์, รพ.ปรางค์กู่, รพ.อุทุมพรพิสัย. รพ.ศรีรัตนะ. รพ.พยุห์ และ รพ.โนนคูณ ใน จ.สุรินทร์ คือ รพ.ปราสาท, รพ.ศรีขรภูมิ, รพ.สังขะ, รพ.ท่าตูม, รพ.รัตนบุรี, รพ.ลำดวน เป็นต้น และ จ.บุรีรัมย์ คือ รพ.โนนดินแดง, รพ.ประโคนชัย, รพ.นางรอง และ รพ.บุรีรัมย์

“ขณะนี้ รพ.ในพื้นที่ติดกับเขตชายแดนกัมพูชาทั้งหมด เราถือว่าเป็นพื้นที่สีแดง ต้องระมัดระวังและเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจากพื้นที่” นพ.วรตม์ กล่าว

นพ.วรตม์ กล่าวว่า ขณะนี้ สธ. ได้ประชุมร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดที่ใกล้เคียงชายแดนไทย-กัมพูชาเพื่อสำรวจความต้องการจากส่วนกลาง พบว่ายังอยู่ในการบริหารจัดการได้ จึงยังไม่ได้เรียกร้องอะไรจากส่วนกลางเพิ่มเติม แต่ถ้าต้องการอะไรเพิ่มเติม เช่น เวชภัณฑ์ ยา ครุภัณฑ์ ก็สามารถประสานมาได้ ทั้งนี้มีการสำรองโลหิตไว้ 20% เพื่อรองรับการดำเนินการต่างๆ ขณะเดียวกัน กรมสุขภาพจิตได้เตรียมทีม MCATT ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี 60 – 70 ทีม แต่สิ่งแรกที่ต้องดำเนินการคือปัญหาทางกายของพี่น้องประชาชน และต้องมีการเยียวยาอีกหลายส่วน ทั้งผู้เสียชีวิต รวมถึงบุคลากรในสถานพยาบาลต่างๆ

Advertisement

เมื่อถามว่าการดำเนินการทางกฎหมายกรณีที่มีการโจมตีสถานพยาบาล นพ.วรตม์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องประสานไปกับกระทรวงการต่างประเทศเป็นหลัก เพราะมีความเกี่ยวข้องกับหลายส่วน เช่น องค์การอนามัยโลก (WHO) คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) เป็นต้น ซึ่งการกระทำดังกล่าวของกัมพูชาเป็นการละเมิดอนุสัญญาเจนีวา จึงต้องประสานกับกระทรวงการต่างประเทศ

ถามต่อกรณีที่มีการใช้ถ้อยคำความรุนแรง ด้วยความโกรธ หรือเกลียดชังในโลกออนไลน์ นพ.วรตม์ กล่าวว่า จากการติดตามข่าวสารที่เยอะมาก ทำให้คนรู้สึกกังวล กลัว เศร้า อารมณ์โกรธที่มีการรุกรานอธิปไตยของไทย เราจึงต้องมีสติรู้เท่าทันตัวเอง เช่นวันนี้บางคนยังไม่ทำอะไรเลย เฝ้าตามข่าวตลอดวัน ในระยะสั้นอาจยังไม่กระทบ แต่ถ้าต่อเนื่องหลายวันก็จะเกิดความเครียดได้ ฉะนั้นต้องจัดการอารมณ์ตัวเอง แบ่งเวลาในการรับข่าวสาร ถ้าเป็นประชาชนที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่เสี่ยงก็ติดตามข่าวเป็นเวลา เพื่อลดความเครียด ลดอารมณ์ร่วมด้วย นอกจากนั้น ก็ขอย้ำเตือนไม่ส่งภาพความรุนแรง เพื่อไม่ให้เป็นการส่งต่อความรุนแรงออกไป เราต้องนึกถึงบุคคลที่ยังไม่พร้อมกับการรับมือเรื่องนี้ หรือคนที่มีความโกรธแค้น ก็จะรุนแรงมากขึ้น

“ใครรู้สึกไม่ไหวตอนนี้ อย่าไปอ่านคอมเมนต์เยอะ เพราะตอนนี้มีอารมณ์เข้ามาร่วมด้วยเยอะ บางทีไม่ใช่คนไทยอย่างเดียว มีคอมเมนต์ชาวต่างชาติด้วย ก็ขอให้ระมัดระวัง เรื่องนี้ยังคงดำเนินการไปอีกระยะหนึ่ง ดังนั้นการดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ ให้พร้อมต่อเหตุการณ์ต่างๆ ยังเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก” นพ.วรตม์ กล่าว

ขณะที่ น.ส.ตรีชฎา ศรีธาดา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ฝ่ายการเมือง กล่าวว่า ขอเตือนเรื่องของการบริจาคเงินให้กับหน่วยงานต่างๆ ขอให้ระวังเรื่องของมิจฉาชีพ ซึ่งขอให้ประชาชนตรวจสอบให้ดีว่าเป็นหน่วยงานจริงๆ หรือเลือกบริจาคให้กับหน่วยงานของภาครัฐ เพื่อให้เกิดความปลอดภัย เพราะมิจฉาชีพมักจะใช้ช่องทางแบบนี้มาหลอกลวงประชาชน