เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) ให้สัมภาษณ์ถึงการจ้างงานผู้สูงอายุในไทย ว่า ปัจจุบันมีประชากรผู้สูงอายุทั่วประเทศไทยราว 13 ล้านคน จากจำนวนประชากรทั้งประเทศประมาณ 65 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 21 ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจากสถิติข้อมูลผู้สูงอายุในภาพรวมจากกรมกิจการผู้สูงอายุ พบว่า ปัจจุบันมีจำนวนผู้สูงอายุที่มีงานทำ ประมาณ 5.11 ล้านคน ส่วนผู้สูงอายุส่วนใหญ่ที่ยังไม่ได้ทำงานหรือประกอบอาชีพที่มีอยู่กว่า 7 ล้านคนจะได้รับการสนับสนุนสิทธิประโยชน์จากภาครัฐ ได้แก่ เงินสวัสดิการเบี้ยยังชีพ สวัสดิการในการรักษาพยาบาล และสิทธิประโยชน์สาธารณะขั้นพื้นฐานด้านอื่นตามที่รัฐบาลจัดสรรให้เพียงเท่านั้น ซึ่งอาจไม่เพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตประจำวัน
นายสมชาย กล่าวอีกว่า ปัจจุบันกกจ. ได้มีนโยบายส่งเสริมการมีงานทำให้แก่ผู้สูงอายุ และให้ความสำคัญในการผลักดันให้ผู้สูงอายุได้รับโอกาสสู่การมีงานทำ มีอาชีพ และรายได้ที่เหมาะสม โดยกำหนดนโยบายของหน่วยงาน และบูรณาการร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ภายใต้โครงการส่งเสริมการมีงานทำของผู้สูงอายุ เพื่อดำเนินการตามนโยบายที่กกจ.กำหนดให้จัดหาตำแหน่งงานผู้สูงอายุจำนวน 10,000 อัตรา
นายสมชาย กล่าวเพิ่มเติมว่า กกจ. โดยกองพัฒนาระบบบริการจัดหางานได้จัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมการมีงานทำให้ผู้สูงอายุ กับนายจ้างและสถานประกอบการชั้นนำจำนวน 17 แห่งเมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา เช่น บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ซี.เจ. เอ็กซ์เพรส กรุ๊ป จำกัด, บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นต้น โดยมีนายจ้างและสถานประกอบการ แจ้งตำแหน่งงานว่างลงระบบไทยมีงานทำ จำนวน 7,905 อัตรา ส่วนตำแหน่งงานว่างสำหรับผู้สูงอายุ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 (ตุลาคม 2567 – กรกฎาคม 2568) เช่น พนักงานขายสินค้า, แรงงานด้านการผลิตต่างๆ, เจ้าหน้าที่คลังสินค้า, พนักงานบริการลูกค้า และพนักงานรักษาความปลอดภัย
“ส่วนเรื่องรายได้หรือค่าตอบแทนโดยเฉลี่ยของผู้สูงอายุที่ได้รับการจ้างงานนั้น เป็นไปตามค่าจ้างหรือค่าตอบแทนให้ผู้สูงอายุอย่างน้อยชั่วโมงละ 45 บาท โดยทำงานไม่เกินวันละ 7 ชั่วโมง และไม่เกินสัปดาห์ละ 6 วันหรือตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมายกำหนด แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้สูงอายุจะได้รับอัตราการจ้างงานที่สูงกว่านี้ตามศักยภาพ และความต้องการของผู้ประกอบการที่จ้างผู้สูงอายุเข้าทำงาน เช่น ผู้สูงอายุที่เกษียณออกไปแล้วและมีศักยภาพเพียงพอที่จะเป็นที่ปรึกษาของหน่วยงานต่างๆ จะได้ค่าตอบแทนค่อนข้างสูงตามอัตราที่ผู้ประกอบการจ้างงาน” นายสมชาย กล่าว
นายสมชาย กล่าวย้ำว่า เป้าหมายของกกจ. ในการส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุในอนาคต คือเพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจแก่นายจ้างและสถานประกอบการในสถานการณ์การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย และนโยบายของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ และเป็นการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการมีการจ้างงานที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุและสร้างทัศนคติเชิงบวกต่อการทำงานของผู้สูงอายุเพื่อให้ผู้สูงอายุมีงานทำ มีรายได้ ลดการพึ่งพิง ลดภาระการเลี้ยงดูของครอบครัวและสังคม อีกทั้งเพิ่มบทบาทและคุณค่าของผู้สูงอายุด้วยการมีส่วนร่วมในเชิงเศรษฐกิจ และให้กระทรวงแรงงานเป็นหน่วยงานต้นแบบในการขับเคลื่อนนโยบายของประเทศกำหนดแนวทางหรือมาตรการในการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการว่าจ้างแรงงานสูงวัย
“ปัจจุบัน ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์แล้ว ซึ่งเป็นภารกิจที่กกจ. จะต้องเป็นผู้ดำเนินการทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุในจำนวนกว่า 7 ล้านคนที่ยังว่างงานนั้นมีอาชีพ มีรายได้ ซึ่งอาจจะมีการประกอบอาชีพทั้งในสถานประกอบการหรืออาชีพอิสระ เพื่อทำให้ผู้สูงอายุในกลุ่มนี้ได้ใช้เวลาในช่วงบั้นปลายชีวิตได้อย่างเต็มที่ สร้างคุณค่าให้กับสังคม รวมถึงช่วยลดภาระครอบครัวในการเลี้ยงดู เป็นความมุ่งหวังและทางกรมฯ จะดำเนินการอย่างเต็มกำลัง” อธิบดีกกจ. กล่าว

