สมศักดิ์ ปาฐกถา อนาคตสธ. ขอแพทยสภาหนุนสุขภาพและความงาม ดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ

1.08.25 | 14:54 น.

‘สมศักดิ์’ ปาฐกถา ‘อนาคตระบบสาธารณสุขไทย’ ดันขับเคลื่อนควบคู่เศรษฐกิจ ขอแพทยสภาหนุนสุขภาพและความงาม จับมือสร้างรายได้เข้าประเทศ


เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ที่แพทยสภา นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวปาฐกถาหัวข้อ “อนาคตระบบสาธารณสุขไทย” โดยมี พล.อ.อ.นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา และผู้อำนวยการสถาบันมหิตลาธิเบศร ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์ (ปธพ.) รุ่นที่ 11 และหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำทางการแพทย์ (ปนพ.) รุ่นที่ 2 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

นายสมศักดิ์กล่าวตอนหนึ่งว่า การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้สูงอายุ เป็นความท้าทายที่สำคัญในปัจจุบัน องค์การสหประชาชาติคาดว่าจำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับประมาณ 2 พันล้านคน ในปี พ.ศ.2593 ทำให้สัดส่วนของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น เป็นร้อยละ 22 ของประชากรโลก สำหรับประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์แล้วในปี พ.ศ.2567 โดยมีผู้สูงอายุประมาณ 14 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 20.7 ของประชากร และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 28 ในปี พ.ศ.2573

Advertisement

นายสมศักดิ์กล่าวว่า แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านผู้สูงอายุ มีจุดมุ่งหมายให้คนไทย “อายุยืนยาว มีคุณภาพชีวิตที่ดี อยู่ในช่วงทุพพลภาพสั้นที่สุด และจากไปอย่างสมศักดิ์ศรี” ผ่านกลไกต่างๆ การดูแลผู้สูงอายุในปัจจุบัน ได้รับการยกระดับให้เข้าถึงง่าย ใกล้บ้าน และครอบคลุม ผ่านนโยบาย “30 บาท รักษาทุกที่” ของรัฐบาล ที่ใช้บัตรประชาชนเพียงใบเดียว พร้อมนวัตกรรมระบบการแพทย์ทางไกล นวัตกรรมตู้ห่วงใย หรือการรับยาใกล้บ้าน ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และลดระยะเวลารอคอยการรักษาพยาบาลได้ ร่วมกับระบบการดูแลผู้สูงอายุแบบไร้รอยต่อ เราจะเน้นการส่งเสริมป้องกันโรค โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหรือ NCD เรารณรงค์ให้คนไทย กินเป็นไม่ป่วย สวยหล่ออายุยืน

นายสมศักดิ์กล่าวอีกว่า กระทรวงสาธารณสุขจึงได้กำหนดยุทธศาสตร์ 7 นโยบายหลักสำหรับปี 2568 พร้อมดำเนินงานสาธารณสุขตามแนวพระราชดำริ และโครงการเฉลิมพระเกียรติ ดังนี้ 1 ยกระดับ 30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว 2.บริการสุขภาพจิตและบำบัดยาเสพติด ต้องเข้าถึงได้มากขึ้น 3.ทำให้คนไทยห่างไกลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และภัยสุขภาพ 4.สร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายสุขภาพภาคประชาชน 5.จัดระบบบริการสุขภาพเพื่อกลุ่มเปราะบางและพื้นที่พิเศษ 6.พัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจสุขภาพ มุ่งสู่การเป็น Medical & Wellness Hub และ 7.ต้องบริหารจัดการทรัพยากรสาธารณสุขให้เหมาะสม

“ผมมองว่าอนาคตของระบบสาธารณสุขไทยนั้น จะขับเคลื่อนไปได้พร้อมกับระบบเศรษฐกิจของประเทศ จึงมีนโยบายพัฒนา Medical and Wellness Hub ขึ้น ซึ่งประมาณการมูลค่าของ Medical and Wellness Hub นี้ในช่วง 4 เดือน ระหว่างเดือน ก.พ.-พ.ค.ที่ผ่านมา จะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจทางตรงกว่า 1.18 แสนล้านบาท และถ้านับรวมทั้งมูลค่าทางตรงและทางอ้อม จะมีมูลค่ารวมถึง 3.72 แสนล้านบาท สิ่งที่สำคัญคือเราจะยกระดับภูมิปัญญาไทยที่เป็น Soft Power หรือการนวดไทย ซึ่งเราได้เปิดวิทยาลัยการนวดไทยแห่งประเทศไทยไปแล้ว และจะมีการอบรมสร้างหมอนวดไทยกลุ่มอาชีพรายใหม่เพิ่มกว่า 50,000 คน และเพิ่มหมอนวดไทยเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน รักษา 7 โรค อีก 20,000 คน ซึ่งจากที่ส่งไปร่วมงานเอ็กซ์โป โอซาก้า ได้รับความสนใจมาก แต่ละประเทศอยากได้หมอไทย” นายสมศักดิ์กล่าว

นายสมศักดิ์กล่าวต่อว่า สำหรับด้านการยกระดับสมุนไพรไทย ภายใต้แนวคิด “เจ็บป่วยคราใด คิดถึงยาไทยก่อนไปหาหมอ” เราสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในช่วง 4 เดือนได้ถึง 48,604 ล้านบาท โดยมีการเบิกจ่ายยาสมุนไพรในระบบบริการสุขภาพไปแล้วกว่า 544.4 ล้านบาท หรือ 57% ของเป้าหมาย และผลักดันให้ใช้ยาไทย นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ยังมุ่งให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ จะช่วยลดการนำเข้าได้กว่า 523 ล้านบาท และสามารถเพิ่มมูลค่าการส่งออกได้ถึง 11,037 ล้านบาท กระทรวงสาธารณสุขจะเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์มูลค่าสูง ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งครอบคลุมการรักษา 5 ด้าน ได้แก่ โรคข้อเข่าเสื่อม หมอนรองกระดูกทับเส้น การชะลอวัย ความเสื่อมของผิวหนัง และมะเร็งลำไส้ใหญ่ สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ 27,677 ล้านบาท และยังเติบโตได้อีกปีละ 6.65% และสุดท้าย การดูแลสุขภาพและความงาม ซึ่งรวมถึงเวชศาสตร์ความงาม เทคโนโลยีการเจริญพันธุ์ และการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพ สามารถสร้างมูลค่าได้ถึง 16,998 ล้านบาท

“เรื่องนี้ต้องอาศัยแพทยสภาด้วย กระทรวงสาธารณสุขกับแพทยสภาต้องจับมือกันเพื่อเพิ่มมูลค่า เราจับมือกันทำงาน กฎอะไรที่ปิด แก้ให้หมด เพื่อให้ประเทศมีเศรษฐกิจทางการแพทย์ ต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้น อยู่ ตนผมอยู่กระทรวงยุติธรรมทำกฎหมาย 9 ฉบับ และผมเป็นรัฐมนตรีมาหลายสมัย แต่ไม่เคยถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะทำงานให้เกิดประโยชน์ทุกฝ่าย” นายสมศักดิ์กล่าว

นายสมศักดิ์กล่าวอีกว่า แนวทางการทำงานของกระทรวงสาธารณสุขต้องเน้นการส่งเสริมป้องกัน หากเรารับประทานแป้งและน้ำตาลมากเกินจำเป็นในแต่ละวันจะทำให้ป่วย จึงเน้นย้ำเรื่องการนับคาร์บ ทานคาร์โบไฮเดรตได้ในปริมาณที่เหมาะสม ได้สนับสนุนให้ทำโครงการ อสม.ชวนคนไทยนับคาร์บให้ได้ 50 ล้านคน เริ่มนับคาร์บจากตัวเอง และสอนให้ อสม.นับคาร์บอีกด้วย “กินเป็น ไม่ป่วย สวย หล่อ อายุยืน” จึงเป็นประโยคที่ใช้พูดตลอด

พร้อมกันนี้ นายสมศักดิ์ยังได้ยกตัวอย่างบุคลากรของกระทรวงสาธารณสุขหญิง-ชายที่นับคาร์บแล้วสามารถลดน้ำหนักและสุขภาพดี เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ของการทำงานแบบส่งเสริมป้องกัน และล่าสุดคนไทยเรียนรู้การนับคาร์บเป็นแล้วกว่า 40 ล้านคน

รมว.สธ.เผยว่า สำหรับ “คลินิก NCDs รักษาหาย” ที่ตั้งขึ้นมา ช่วยให้คนไทยหายจาก NCDs แล้วกว่า 23,000 คน ลดค่าใช้จ่ายของประเทศไปได้กว่า 661 ล้านบาทต่อปี ถ้าทุกคนทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง คนไทยจะสุขภาพดี คนที่จะป่วยก็ไม่ป่วย และประหยัดงบประมาณของประเทศอย่างมหาศาล และผมขอฝากให้แพทยสภาให้ความสำคัญกับหมอที่ดูองค์รวมมากกว่าแค่ดูแบบเฉพาะทาง คุณหมอจะได้เป็นผู้นำคนไทยให้แข็งแรงแบบองค์รวม ประเทศชาติสามารถสร้างรายได้และลดค่าใช้จ่ายอย่างยั่งยืน ขอเชิญชวนทุกท่าน ร่วมกันสนับสนุนนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขทั้งในด้านการดูแลผู้สูงอายุ การพัฒนา Medical and Wellness Hub และการลดโรค NCDs เพื่อสร้างประเทศไทยที่ “การมีสุขภาพกายใจดี” เป็นเป้าหมายร่วมกันของทุกคน