เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม นพ.ไพบูลย์ เอกแสงศรี นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เปิดเผยว่า เมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทางสมาคมฯได้ส่งหนังสือถึงเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เพื่อติดตามการจ่ายเงินค่าบริการทางการแพทย์ประเภทผู้ป่วยในด้วยโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง (AdjRW) หรือน้ำหนักสัมพัทธ์ที่มากกว่า 2 โดย สปส. ได้ค้างมาตั้งแต่ต้นปี 2568 คือเดือนมกราคม-กรกฎาคม ซึ่งโรงพยาบาล (รพ.) เอกชนที่เป็นคู่สัญญากับ สปส. มีมากกว่า 90 แห่ง กำลังประสบปัญหานี้ทุกแห่ง ทำให้เกิดภาวะขาดสภาพคล่องทางการเงิน โดยต้องย้ำว่าสถานพยาบาลภาคเอกชน มีค่าใช้จ่ายที่ต้องบริหารการเงินในทุกเดือน ไม่สามารถที่จะค้างชำระ หรือจ่ายล่าช้าได้ ดังนั้น เมื่อขาดสภาพคล่องทาง รพ. ก็ต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายเอง อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มีการส่งหนังสือดังกล่าวไป ทาง สปส. ได้เร่งดำเนินการจ่ายยอดค้างชำระมาให้กับ รพ.เอกชน ทุกแห่ง แห่งละ 2 งวด คือในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์
“ที่สมาคมฯต้องทำหนังสือไป เพราะมีการค้างชำระค่าบริการมาตั้งแต่ต้นปี จนถึงเดือนที่ 7 ของปีแล้ว รพ.เล็กๆ ต้องขาดสภาพคล่อง เชื่อว่าทาง สปส. จะทยอยจ่ายเงินให้กับ รพ.เอกชน แต่ละแห่งต่อไป ส่วนสาเหตุที่มีการจ่ายล่าช้า เชื่อว่าเกิดจากกระบวนการตรวจสอบภายในของทาง สปส. ที่มีหลายขั้นตอน ต้องใช้เวลามาก ไม่น่าจะเกี่ยวกับเรื่องการเงินของกองทุน ดังนั้นทาง สปส. จะต้องปรับปรุงเรื่องกระบวนการภายใน ไม่เช่นนั้นคนทำงานก็จะล่าช้า” นพ.ไพบูลย์ กล่าว
เมื่อถามว่าโดยปกติแล้วจะมีการจ่ายค่าบริการให้กับ รพ.เอกชน อย่างไร นพ.ไพบูลย์ กล่าวว่า โดยปกติแล้วเมื่อมีการรักษาโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงเกิดขึ้น ทาง รพ.เอกชน ก็จะทำเรื่องไปเบิกกับกองทุน ส่วนมากก็จะได้รับเงินหลังจากตรวจประมาณ 2-3 เดือน ฉะนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ทาง รพ.เอกชน ได้พูดคุยกันว่ามีการจ่ายล่าช้าถึง 6 เดือน เหตุควรว่าควรทำหนังสือติดตามเรื่อง เพราะทางรพ.ก็ไม่ไหว ขาดสภาพคล่อง ปกติจ่ายช้าสูงสุดก็ 3 เดือน แต่ครั้งนี้ 6 เดือน ส่วนงบอื่นๆ ก็ได้รับตามปกติ แม้จะมีล่าช้าบ้าง อย่างเช่นการรักษาโรคเรื้อรังของปีที่ผ่านมา ก็ทยอยจ่ายมาแล้ว ก็ถือว่า สปส. ก็ตอบสนองมา แต่เราคงต้องคุยกันว่าอย่าให้เกิดแบบนี้ขึ้นอีก
ด้าน นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล ประธานคณะกรรมการการแพทย์ ประกันสังคม ชุดที่ 17 กล่าวว่า สำหรับการจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ประเภทผู้ป่วยในด้วยโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงนั้น มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการเบิกจ่ายที่ไม่เหมาะสมจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนระหว่างผู้ให้บริการและกองทุน ซึ่งการตรวจสอบจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือนหลังจากที่มีการยื่นเบิกจ่ายมา ฉะนั้น งวดเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ มีการจ่ายให้ รพ.คู่สัญญาไปแล้ว ที่ยังค้างอยู่จะเป็นเดือนมีนาคม-พฤษภาคม อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูล ทั้งนี้ การตรวจสอบเข้มข้นนั้น เพื่อสร้างความมั่นใจกับผู้ให้บริการว่า ถ้ามีการรักษาโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง เบิกจ่ายมาถูกต้องก็จะได้รับเงินค่าบริการทั้งหมด และสร้างความมั่นใจกับผู้ประกันตนว่าเงินของกองทุนจะถูกใช้ไปอย่างถูกต้อง ส่วนการเบิกจ่ายที่ผิดเงื่อนไขก็จะมีการชะลอเพื่อตรวจสอบกลับไปทางรพ.นั้นๆ อีกครั้ง

