โรคไข้ดิน คืออะไร เช็กอาการ-สาเหตุติดเชื้อ ใครเสี่ยงป่วยหนัก แนะวิธีป้องกัน 

3.08.25 | 12:41 น.

โรคไข้ดิน คืออะไร เช็กอาการ สาเหตุติดเชื้อมาจากไหน ใครเสี่ยงป่วยหนัก แนะวิธีป้องกัน แนวทางรักษา หลังระบาดหนัก

หลังจาก กรมควบคุมโรค รายงานว่า ประชาชนป่วยเป็นโรคเมลิออยโดสิส หรือโรคไข้ดิน จำนวน 2,036 ราย เสียชีวิต 92 ราย อัตราป่วยตายอยู่ที่ 4.52% โดยผู้ป่วยพบมากในอาชีพเกษตรกร และรับจ้างทั่วไป แต่จะสูงสุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุเฉลี่ย 58 ปี ผู้เสียชีวิตจะมีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ไตวาย และพิษสุราเรื้อรัง

โรคเมลิออยโดสิส หรือโรคไข้ดิน เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Burkholderia pseudomallei ที่พบได้ทั่วไปในดิน น้ำ นาข้าว ท้องไร่ ก่อให้เกิดอาการหลายลักษณะ ได้แก่ ติดเชื้อที่ผิวหนัง ติดเชื้อในปอด ติดเชื้อในกระแสเลือด และติดเชื้อในอวัยวะภายใน (ตับ ไตสมอง กระดูก)

  • เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายได้ได้ 3 ทาง
  1. การสัมผัสน้ำหรือดินที่มีเชื้อปนเปื้อน
  2. ดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเข้าไป
  3. สูดหายใจเอาฝุ่นจากดินที่มีเชื้อเจือปนอยู่เข้าไป
  • อาการหรือสัญญาณของโรคเมลิออยโดสิส

หลังติดเชื้อ 1-21 วัน จะมีอาการป่วย แต่บางรายอาจนานเป็นปี ขึ้นอยู่กับปริมาณเชื้อที่ได้รับและภูมิต้านทานของแต่ละคน ทั้งนี้อาการ ไม่มีลักษณะเฉพาะ จะมีความคล้ายโรคติดเชื้ออื่นๆ เช่น

  • มีไข้สูงเฉียบพลัน
  • ปวดศีรษะ
  • อาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดข้อปวดกระดูก
  • อาการที่ปอด เช่น ไอ มีเสมหะ และหายใจลำบาก
  • เกิดฝีหนองตามผิวหนัง หรือเป็นแผลเรื้อรัง

หลังลุยน้ำย่ำโคลน หากมีอาการไข้สูง ติดต่อกันเกิน 5 วัน ไอ หรือเกิดแผลฝีหนองตามร่างกาย “อย่าซื้อยากินเอง ควรรีบพบแพทย์และแจ้งประวัติเสี่ยงให้แพทย์ทราบ”

Advertisement

ทั้งนี้ ยังมีอาการทางระบบทางเดินหายใจ บางรายพบอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย ส่วนใหญ่มักจะเริ่มจากอาการไข้ทำให้วินิจฉัยโรคได้ยาก ต้องตรวจเพาะเชื้อทางห้องปฏิบัติการ เพื่อใช้ตรวจวินิจฉัยและรักษา

อย่างไรก็ตาม หากเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด อาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นติดเชื้อในกระแสเลือด (ภาวะโลหิตเป็นพิษ) ความดันโลหิตต่ำ ช็อก และเสียชีวิตได้ โดยผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน, โรคไตเรื้อรัง, โรคตับ, โรคปอดเรื้อรัง, ธาลัสซีเมีย หรือมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง จะมีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อและมีอาการรุนแรงมากกว่าคนทั่วไป

  • การติดเชื้อผ่านทางผิวหนัง

อาจทำให้เกิดอาการแผลเรื้อรัง เกิดฝีหรือหนองตามผิวหนัง และอาจมีตุ่มขึ้น เป็นที่อยู่ของเชื้อแบคทีเรีย หากรับเชื้อผ่านทางน้ำลาย เช่น การรับประทาน จะทำให้ติดเชื้อที่ต่อมน้ำลาย มีลักษณะบวมขึ้นมาเป็นฝีหรือหนอง หรืออาจบวมบริเวณต่อมน้ำเหลืองที่คอ มีอาการกดเจ็บได้

  • การติดเชื้อในปอด

จะทำให้มีอาการไข้ขึ้น และอาการทางเดินหายใจ ไอ มีเสมหะ หากนำเสมหะมาตรวจดูอาจพบเชื้อได้ และหากเอกซเรย์ที่ปอดอาจพบก้อนหนอง บางครั้งแพทย์สับสนระหว่างวัณโรค

  • การติดเชื้อในกระแสเลือด

เชื้อสามารถเข้าทางผิวหนังหรือปอด เช่น กรณีที่มีบาดแผล เชื้ออาจเข้าทางบาดแผลและติดเชื้อในกระแสเลือดได้ ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ ความดันโลหิตต่ำ ช็อก เป็นฝีในตับหรือในม้าม สามารถเสียชีวิตได้ภายใน 2-3 วัน หากได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้อง นอกจากการติดเชื้อตามที่กล่าวมา ยังมีการติดเชื้อชนิดเรื้อรังอีกหนึ่งประเภทในโรคเมลิออยโดสิส

  • การป้องกันโรค 

ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคเมลิออยโดสิส การควบคุมป้องกันโรคทำได้ยากเนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นชาวนาที่ต้องสัมผัสดิน แนะนำให้หลีกเลี่ยงดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำย่ำโคลน หรือแช่น้ำเป็นเวลานาน หากจำเป็นควรสวมรองเท้าบู๊ต หรือถุงพลาสติกหุ้มรองเท้าไม่ให้เท้าสัมผัสน้ำโดยตรง
  • กรณีมีบาดแผลควรปิดด้วยพลาสเตอร์กันน้ำ หมั่นล้างมือ ล้างเท้าด้วยน้ำสบู่บ่อยๆ และอาบน้ำทันทีหลังจากลุยน้ำ หากมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ให้รีบไปพบแพทย์ทันทีและแจ้งประวัติการเดินลุยน้ำให้แพทย์ทราบด้วย
  • บุคคลที่มีอาการของโรคเบาหวานและแผลบาดเจ็บรุนแรงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับดินและน้ำถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้อาจต้องสวมถุงมือรองเท้ายางเพื่อป้องกัน
  • หากมีแผลถลอกหรือไหม้ซึ่งสัมผัสกับดินหรือน้ำในพื้นที่ที่เกิดโรคควรทำความสะอาดทันที
  • เมื่อมีบาดแผลและเกิดมีไข้หรือเกิดการอักเสบเรื้อรังควรรีบไปพบแพทย์ นอกจากนี้แล้วการมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคต่างๆ และการดูแลสุขภาพของร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆได้
  • กลุ่มเสี่ยงได้แก่
  • ผู้ที่ประกอบอาชีพ ที่สัมผัสกับดินและน้ำเป็นเวลานาน เช่น เกษตรกร
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวโรคเบาหวาน โลหิตจางหรือทาลัสซีเมีย
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ป่วยเอชไอวี รวมถึง คนไข้โรคมะเร็งบริเวณต่างๆ
  • แนวทางการรักษา

โรคไข้ดินสามารถรักษาให้หายขาดได้ หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ การรักษาจะแบ่งออกเป็น 2 ระยะหลักโดยพิจารณาจากความรุนแรงของการติดเชื้อ :

ระยะแรก : แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำเป็นเวลาอย่างน้อย 2-8 สัปดาห์ เพื่อกำจัดเชื้อจำนวนมากในร่างกาย

ระยะต่อเนื่อง : หลังจากนั้น แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน (ยาเม็ด) ต่ออีกเป็นระยะเวลา 3-6 เดือน เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ

ขอบคุณข้อมูลจาก กรมส่งเสริมการเกษตรbangkokhealth , สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ