โรคไข้ดิน คืออะไร เช็กอาการ สาเหตุติดเชื้อมาจากไหน ใครเสี่ยงป่วยหนัก แนะวิธีป้องกัน แนวทางรักษา หลังระบาดหนัก
หลังจาก กรมควบคุมโรค รายงานว่า ประชาชนป่วยเป็นโรคเมลิออยโดสิส หรือโรคไข้ดิน จำนวน 2,036 ราย เสียชีวิต 92 ราย อัตราป่วยตายอยู่ที่ 4.52% โดยผู้ป่วยพบมากในอาชีพเกษตรกร และรับจ้างทั่วไป แต่จะสูงสุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุเฉลี่ย 58 ปี ผู้เสียชีวิตจะมีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ไตวาย และพิษสุราเรื้อรัง
โรคเมลิออยโดสิส หรือโรคไข้ดิน เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Burkholderia pseudomallei ที่พบได้ทั่วไปในดิน น้ำ นาข้าว ท้องไร่ ก่อให้เกิดอาการหลายลักษณะ ได้แก่ ติดเชื้อที่ผิวหนัง ติดเชื้อในปอด ติดเชื้อในกระแสเลือด และติดเชื้อในอวัยวะภายใน (ตับ ไตสมอง กระดูก)
-
เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายได้ได้ 3 ทาง
- การสัมผัสน้ำหรือดินที่มีเชื้อปนเปื้อน
- ดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเข้าไป
- สูดหายใจเอาฝุ่นจากดินที่มีเชื้อเจือปนอยู่เข้าไป
-
อาการหรือสัญญาณของโรคเมลิออยโดสิส
หลังติดเชื้อ 1-21 วัน จะมีอาการป่วย แต่บางรายอาจนานเป็นปี ขึ้นอยู่กับปริมาณเชื้อที่ได้รับและภูมิต้านทานของแต่ละคน ทั้งนี้อาการ ไม่มีลักษณะเฉพาะ จะมีความคล้ายโรคติดเชื้ออื่นๆ เช่น
- มีไข้สูงเฉียบพลัน
- ปวดศีรษะ
- อาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดข้อปวดกระดูก
- อาการที่ปอด เช่น ไอ มีเสมหะ และหายใจลำบาก
- เกิดฝีหนองตามผิวหนัง หรือเป็นแผลเรื้อรัง
หลังลุยน้ำย่ำโคลน หากมีอาการไข้สูง ติดต่อกันเกิน 5 วัน ไอ หรือเกิดแผลฝีหนองตามร่างกาย “อย่าซื้อยากินเอง ควรรีบพบแพทย์และแจ้งประวัติเสี่ยงให้แพทย์ทราบ”
ทั้งนี้ ยังมีอาการทางระบบทางเดินหายใจ บางรายพบอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย ส่วนใหญ่มักจะเริ่มจากอาการไข้ทำให้วินิจฉัยโรคได้ยาก ต้องตรวจเพาะเชื้อทางห้องปฏิบัติการ เพื่อใช้ตรวจวินิจฉัยและรักษา
อย่างไรก็ตาม หากเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด อาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นติดเชื้อในกระแสเลือด (ภาวะโลหิตเป็นพิษ) ความดันโลหิตต่ำ ช็อก และเสียชีวิตได้ โดยผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน, โรคไตเรื้อรัง, โรคตับ, โรคปอดเรื้อรัง, ธาลัสซีเมีย หรือมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง จะมีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อและมีอาการรุนแรงมากกว่าคนทั่วไป
- การติดเชื้อผ่านทางผิวหนัง
อาจทำให้เกิดอาการแผลเรื้อรัง เกิดฝีหรือหนองตามผิวหนัง และอาจมีตุ่มขึ้น เป็นที่อยู่ของเชื้อแบคทีเรีย หากรับเชื้อผ่านทางน้ำลาย เช่น การรับประทาน จะทำให้ติดเชื้อที่ต่อมน้ำลาย มีลักษณะบวมขึ้นมาเป็นฝีหรือหนอง หรืออาจบวมบริเวณต่อมน้ำเหลืองที่คอ มีอาการกดเจ็บได้
- การติดเชื้อในปอด
จะทำให้มีอาการไข้ขึ้น และอาการทางเดินหายใจ ไอ มีเสมหะ หากนำเสมหะมาตรวจดูอาจพบเชื้อได้ และหากเอกซเรย์ที่ปอดอาจพบก้อนหนอง บางครั้งแพทย์สับสนระหว่างวัณโรค
- การติดเชื้อในกระแสเลือด
เชื้อสามารถเข้าทางผิวหนังหรือปอด เช่น กรณีที่มีบาดแผล เชื้ออาจเข้าทางบาดแผลและติดเชื้อในกระแสเลือดได้ ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ ความดันโลหิตต่ำ ช็อก เป็นฝีในตับหรือในม้าม สามารถเสียชีวิตได้ภายใน 2-3 วัน หากได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้อง นอกจากการติดเชื้อตามที่กล่าวมา ยังมีการติดเชื้อชนิดเรื้อรังอีกหนึ่งประเภทในโรคเมลิออยโดสิส
-
การป้องกันโรค
ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคเมลิออยโดสิส การควบคุมป้องกันโรคทำได้ยากเนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นชาวนาที่ต้องสัมผัสดิน แนะนำให้หลีกเลี่ยงดังนี้
- หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำย่ำโคลน หรือแช่น้ำเป็นเวลานาน หากจำเป็นควรสวมรองเท้าบู๊ต หรือถุงพลาสติกหุ้มรองเท้าไม่ให้เท้าสัมผัสน้ำโดยตรง
- กรณีมีบาดแผลควรปิดด้วยพลาสเตอร์กันน้ำ หมั่นล้างมือ ล้างเท้าด้วยน้ำสบู่บ่อยๆ และอาบน้ำทันทีหลังจากลุยน้ำ หากมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ให้รีบไปพบแพทย์ทันทีและแจ้งประวัติการเดินลุยน้ำให้แพทย์ทราบด้วย
- บุคคลที่มีอาการของโรคเบาหวานและแผลบาดเจ็บรุนแรงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับดินและน้ำถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้อาจต้องสวมถุงมือรองเท้ายางเพื่อป้องกัน
- หากมีแผลถลอกหรือไหม้ซึ่งสัมผัสกับดินหรือน้ำในพื้นที่ที่เกิดโรคควรทำความสะอาดทันที
- เมื่อมีบาดแผลและเกิดมีไข้หรือเกิดการอักเสบเรื้อรังควรรีบไปพบแพทย์ นอกจากนี้แล้วการมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคต่างๆ และการดูแลสุขภาพของร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆได้
-
กลุ่มเสี่ยงได้แก่
- ผู้ที่ประกอบอาชีพ ที่สัมผัสกับดินและน้ำเป็นเวลานาน เช่น เกษตรกร
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวโรคเบาหวาน โลหิตจางหรือทาลัสซีเมีย
- ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ป่วยเอชไอวี รวมถึง คนไข้โรคมะเร็งบริเวณต่างๆ
-
แนวทางการรักษา
โรคไข้ดินสามารถรักษาให้หายขาดได้ หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ การรักษาจะแบ่งออกเป็น 2 ระยะหลักโดยพิจารณาจากความรุนแรงของการติดเชื้อ :
ระยะแรก : แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำเป็นเวลาอย่างน้อย 2-8 สัปดาห์ เพื่อกำจัดเชื้อจำนวนมากในร่างกาย
ระยะต่อเนื่อง : หลังจากนั้น แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน (ยาเม็ด) ต่ออีกเป็นระยะเวลา 3-6 เดือน เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
ขอบคุณข้อมูลจาก กรมส่งเสริมการเกษตร , bangkokhealth , สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

