เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และผู้บริหาร เข้าร่วมในการประชุมผู้บริหารระดับสูงครั้งที่ 8/2568
นายสมศักดิ์กล่าวว่า การประชุมวันนี้มีการสรุปการดำเนินงานรายเดือน ประกอบด้วย เรื่องที่ 1 การสรุปข้อมูลอุทกภัยที่ภาคเหนือ ด้านความเสียหายจากเหตุอุทกภัยพายุโซนร้อนวิภา ได้รับความเสียหายมากที่สุดใน จ.น่าน คือ โรงพยาบาล (รพ.) น่าน ได้รับความเสียหายประมาณ 275 ล้านบาท แต่ถ้ารวมทั้งหมดในภาคเหนือก็เกือบ 300 ล้านบาท ซึ่งจะมีการสำรวจในรายละเอียดอีกครั้ง เรื่องที่ 2 การสู้รบบริเวณชายแดนไทยกัมพูชา ซึ่งถ้าให้เปรียบกระทรวงสาธารณสุขไม่ใช่ช้างเท้าหน้า แต่เป็นเท้าตามคอยดูประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศูนย์พักพิง ซึ่งจะต้องรอดูสถานการณ์เจรจาระหว่าง 2 ประเทศในวันพรุ่งนี้ จากนั้นก็จะเป็นการอพยพประชาชนกลับสู่พื้นที่บ้านเรือน โดยกระทรวงจัดเตรียมทีมปฏิบัติการฉุกเฉินทางการแพทย์ (Medical Emergency Response Team) หรือ MERT, ทีมปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉินระดับอำเภอ (MiniMERT), รถโมบายทางการแพทย์, ทีมกรมควบคุมโรค, ทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต (Mental Health Crisis Assessment and Treatment Team) หรือ MCATT รวมถึงทีมกรมอนามัย รวม 1,182 ทีม นอกจากนั้นยังมีบุคลากรอาสาของกระทรวงสาธารณสุข 1,987 ราย เพื่อลงพื้นที่เข้าช่วยเหลือประชาชน
นายสมศักดิ์กล่าวว่า ทางด้าน นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการว่า ให้ทุกหน่วยงานประเมินความเสียหายจากการสู้รบ ในเบื้องต้นของ สธ. เป็นความเสียหายในค่าวัสดุ สิ่งก่อสร้าง มากที่สุดคือ รพ.พนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.สุรินทร์ ราว 46 ล้านบาท เป็นค่าวัสดุทั่วไปประมาณ 100 ล้านบาท ส่วนค่าความเสียหายของครุภัณฑ์ เช่น เครื่องมือทางการแพทย์ เครื่องเอกซเรย์ ยังไม่ได้มีการประเมินโดยละเอียด โดยในวันพรุ่งนี้ (7 ส.ค.) ตนจะเข้าไปในพื้นที่ภาคตะวันออก คือ จ.สระแก้ว แม้ว่าทางกระทรวงกลาโหมยังไม่ประกาศอะไรเพิ่มเติม แต่ทาง สธ.จะต้องเข้าไปเตรียมตัวว่าจะทำอะไรได้แค่ไหน
“สธ.จะต้องดำเนินการร่วมฟ้องคดีกับผู้ที่กระทำ คือ เขมร ที่ได้กระทำกับไทยเรา” นายสมศักดิ์กล่าว
นายสมศักดิ์กล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องที่ 3 โครงการมอบโควต้าและสิทธิพิเศษทางการศึกษา กรณีสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชานั้น เป็นหนึ่งในแผนการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ 9 วิชาชีพกรอบเวลา 10 ปีของสถาบันพระบรมราชชนก ที่ผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว ซึ่งในที่ประชุมก็มีหลายความเห็น เช่น คณะแพทยศาสตร์ อาจจะไม่สามารถให้สิทธิพิเศษได้ เนื่องจากมีการประเมินความรู้ของผู้เรียนก่อน แต่ในส่วนวิชาชีพอื่น เช่น พยาบาล ก็จะมีการพูดคุยกันต่อไป เช่นเดียวกับกรณีทายาทของทหารที่เสียชีวิตในการสู้รบ สามารถเข้ารับราชการได้ ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงต้องติดตามต่อไป
เมื่อถามถึงกรณีการจัดการปัญหาเรื่องกลิ่นผู้เสียชีวิตบริเวณชายแดนสู้รบ นายสมศักดิ์กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีรายงานเข้ามา แต่เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าจะไม่มีโรคติดต่อเข้ามา เพราะว่าทหารกัมพูชาที่เสียชีวิตมีสุขภาพแข็งแรง ไม่ได้เป็นคนป่วยมารบ ฉะนั้น ถึงไม่มีความน่าเป็นห่วงเรื่องของโรคระบาด แต่เรื่องของกลิ่นก็ได้รับคำแนะนำจากทางกรมอนามัยและกรมควบคุมโรคว่าสามารถฉีดสเปรย์พ่นกำจัดกลิ่น และการสวมหน้ากากอนามัย N95 เพื่อป้องกันกลิ่น เลยกรมอนามัยได้แจกไปแล้วมากกว่า 3 พันชิ้น

