เครือข่ายฯประชากรข้ามชาติ ชง 10 ข้อเสนอแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานกัมพูชา หลังกลับประเทศกว่า3แสนคน

7.08.25 | 13:00 น.

‘เครือข่ายฯประชากรข้ามชาติ’ ยื่น ‘รมว.แรงงาน’ วอนเร่งแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานหลังกลับประเทศแล้วกว่า 3 แสนคน ชง 10 ข้อเสนอบริหารจัดการแรงงานกัมพูชา  ‘คุ้มครองความปลอดภัย- เปิดช่องฟาสต์แทร็กขึ้นทะเบียน-ยกเว้นการขอรักษาสิทธิวีซ่าฯ-ตั้งคณะทำงานแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานชายแดนฯ

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ที่กระทรวงแรงงาน เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) นำโดย นายอดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายฯ เข้าหารือ นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อยื่นหนังสือเสนอข้อห่วงใยต่อสถานการณ์แรงงานกัมพูชาและยื่นข้อเสนอจากองค์กรภาคประชาสังคม

นายอดิศร เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ความรุนแรงบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาที่เกิดขึ้นและมีผลกระทบมาต่อเนื่องจนถึงวันนี้  เครือข่ายองค์กรฯ พบว่า สาเหตุหลักที่ทำให้แรงงานกัมพูชาเดินทางกลับประเทศครั้งนี้มาจากความไม่มั่นใจในความปลอดภัยในภาวะที่มีเหตุพิพาทรุนแรงระหว่างไทย-กัมพูชาที่ลุกลามเป็นความขัดแย้งระหว่างบุคคลอันเนื่องจากปัจจัยเชิงชาตินิยม แม้แรงงานส่วนใหญ่จะไม่มีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลกัมพูชาเรื่องการจัดให้แรงงานที่เดินทางกลับบ้านมีตำแหน่งงานที่เพียงพอและค่าตอบแทนที่เพียงพอต่อการยังชีพหากแต่ขณะเดียวกันแรงงานก็ไม่มีความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยที่จะอยู่ในประเทศไทยด้วยเนื่องจากขาดการสื่อสารจากรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการรับรองหรือมาตรการความปลอดภัยให้แรงงาน

“ทางเครือข่ายองค์กรฯ ประเมินว่า ปัจจุบันแรงงานกัมพูชาได้เดินทางกลับประเทศกว่า 300,000 คน ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบที่ค่อนข้างชัดเจนคือ เกิดการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมภาคการเกษตรบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เช่น จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตาก จึงต้องมาหามาตรการร่วมกันว่าจะมีการทดแทนแรงงานกลุ่มนี้อย่างไร“ นายอดิศร กล่าว

Advertisement

นายอดิศร กล่าวว่า สิ่งที่กังวลใจคือ เรื่องของข่าวลือ ที่มีค่อนข้างหลากหลาย เช่น ทางกัมพูชาจะมีบทลงโทษสำหรับแรงงานกัมพูชาที่ไม่เดินทางกลับประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการยึดที่ดินและการเพิกถอนสัญชาติ จะเป็นปัจจัยทำให้แรงงานกัมพูขาทยอยกลับประเทศต้นทางและขาดแคลนมากขึ้น จึงอยากให้ทางประเทศไทยมีกระบวนการดำเนินงานอย่างชัดเจน

นายอดิศร กล่าวอีกว่า เรื่องของการนำเข้าแรงงานสัญชาติอื่นเข้ามาเพิ่มเติมเพื่อทดแทน เรายังไม่ได้มีการศึกษาอย่างจริงจัง เนื่องจากเป็นเรื่องทั้งต้นทุนของนายจ้าง/ผู้ประกอบการ อีกทั้งการสรรหาจะมีความยากขึ้น อาจจะเป็นเรื่องการปรับตัวเข้ากับสังคมไทยที่ต้องใช้เวลาพอสมควร จึงควรที่จะมีการตั้งคณะกรรมการเพื่อเข้ามาศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการปรับระบบการนำเข้าแรงงานข้ามชาติ ให้มีความสะดวกและรวดเร็วเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ก็มีเรื่องยุทธศาสตร์ที่จะมารองรับในระยะยาว ไม่ใช่แค่เรื่องแรงงานกัมพูชา แต่เป็นเรื่องสังคมผู้สูงอายุในอนาคตที่ทำให้กำลังแรงงานลดลง จะมีการวางแผนเรื่องนี้อย่างไร

สำหรับรายละเอียดข้อเสนอ‘คุ้มครองความปลอดภัย-ตั้งคณะทำงานแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานชายแดนไทย-กัมพูชา’ 10 ประการ มีดังนี้

ประเด็นเร่งด่วน

1. กระทรวงแรงงานควรออกประกาศ และประชาสัมพันธ์ยืนยันว่าแรงงานข้ามชาติที่อยู่ในไทยจะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายไทยทุกประการ ควบคู่ไปกับการประสานงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเร่งดำเนินการในคดีที่มีการทำร้ายร่างกาย ข่มขู่คุกคามต่อแรงงานข้ามชาติอย่างเปิดเผย โดยสื่อสารสู่สาธารณะเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน นายจ้างและแรงงานข้ามชาติ รวมทั้งดำเนินคดีอย่างจริงจังต่อกลุ่มที่เผยแพร่ข้อมูลความเกลียดชัง ยุยงให้เกิดความเกลียดชังต่อแรงงานข้ามชาติ รวมทั้งไม่สนับสนุนกลุ่มที่มีพฤติกรรมดังกล่าว

2. จัดตั้งสายด่วนแรงงานข้ามชาติในภาวะฉุกเฉิน ที่มีเจ้าหน้าที่ล่าม และทีมสนับสนุนภาคสนามจากกรมการจัดหางานและองค์กรภาคประชาสังคม และสื่อสารเพื่อสร้างความมั่นใจให้นายจ้างและแรงงานข้ามชาติ โดยทำหน้าที่ให้ข้อมูลแก่นายจ้างและแรงงานข้ามชาติ รับเรื่องร้องเรียนในกรณีต่าง ๆ ประสานงานเพื่อดำเนินการในเรื่องเอกสารประจำตัวของแรงงานข้ามชาติ และประเด็นเรื่องสิทธิแรงงาน เช่น กรณีเลิกจ้าง ค่าจ้างค้างจ่าย เป็นต้น

3. ตั้งศูนย์เฉพาะกิจชายแดนที่แรงงานเดินทางออกช่วยเหลือแรงงานก่อนเดินทางกลับประเทศเพื่ออำนวยให้แรงงานข้ามชาติเข้าถึงกลไกการร้องเรียนและสิทธิตามกฎหมาย เช่นกรณีแรงงานเดินทางกลับโดยไม่ได้รับค่าแรง นอกจากนี้เครือข่ายยังพบว่ามีกรณีแรงงานกัมพูชาที่ประสงค์จะเดินทางกลับประเทศแต่เอกสารประจำตัวอยู่ในความครอบครองของนายจ้างและหรือบริษัทจัดหางานอันเนื่องมาจากการดำเนินการทางเอกสารระหว่างประเทศ ทำให้แรงงานข้ามชาติที่ต้องการเดินทางกลับอย่างถูกต้องไม่สามารถดำเนินการได้

4. กระทรวงแรงงานควรพิจารณามาตรการการลดผลกระทบต่อการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะในภาคการเกษตรในพื้นที่ชายแดน ของผู้ประกอบการไทยอย่างเร่งด่วน โดยพิจารณาขอให้พิจารณาดำเนินการผ่อนผันการขออนุญาตทำงานสำหรับคนสัญชาติพม่า ลาว กัมพูชาและเวียดนาม ที่มีเอกสารหนังสือเดินทาง และได้รับการตรวจตราประเภทต่าง ๆ ทั้งที่ยังมีระยะเวลาอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทย หรือสิ้นสุดการอนุญาตแล้วก็ตาม โดยคณะรัฐมนตรีภายใต้การเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวใช้มาตรา 17 ของ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง มาตรา 14 และ 63/2 ในการผ่อนผันให้อยู่และทำงานในประเทศไทยได้เป็นการชั่วคราว ไม่เกิน 1 ปี ทั้งนี้เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานตามฤดูกาลในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีความต้องการเร่งด่วน

มาตรการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน

5. ขอให้รัฐบาล กระทรวงแรงงาน และคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พิจารณาดำเนินการจดทะเบียนผ่อนผันให้คนต่างด้าวสัญชาติ พม่า ลาว กัมพูชาและเวียดนาม ที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานอย่างถูกต้อง สามารถอยู่และทำงานในประเทศไทยได้เป็นการชั่วคราวไม่เกินสองปี โดยพิจารณาให้ดำเนินการผ่านศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการหาแรงงานมาทดแทนแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับประเทศ และแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานข้ามชาติ

6. พิจารณาขยายระยะเวลาในการดำเนินการต่ออายุแรงงานกัมพูชาที่ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 24 กันยายน 2567 และมติอื่นที่เกี่ยวข้อง ที่กำลังจะสิ้นสุดการดำเนินการในวันที่ 13 สิงหาคม 2568 พบว่ายังมีแรงงานกัมพูชาอีกจำนวนมากยังไม่สามารถดำเนินการได้ทันเนื่องจากความล่าช้าในการออกเอกสารรับรองจากประเทศต้นทาง และการไม่สามารถดำเนินการจัดทำเอกสารหนังสือเดินทางเล่มใหม่ได้ จากสถานการณ์การปิดด่านชายแดน และการยุติความสัมพันธ์ชั่วคราวทางการทูตระหว่างไทยและกัมพูชา จึงควรพิจารณาขยายเวลาการดำเนินการออกไปอีก 6 เดือนจนถึง 13 กุมภาพันธ์ 2569 เช่นเดียวกับแรงงานจากพม่า และพิจารณายกเว้นการตรวจจลงตราวีซ่าไปก่อนตามระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน เพื่อป้องกันไม่แรงงานกัมพูชาหลุดระบบกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายและลดภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของนายจ้างและแรงงานข้ามชาติ

7. พิจารณาผ่อนผันให้แรงงานกัมพูชาที่นำเข้าตาม MOU ที่กำลังสิ้นสุดการได้รับอนุญาตให้ทำงานเนื่องจากทำงานครบเงื่อนไข 4 ปี ในประเทศไทยแล้ว กระทรวงแรงงานควรเร่งออกมาตรการการต่อใบอนุญาตทำงานของแรงงานกลุ่มนี้ โดยพิจารณาการขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียวในประเทศไทยเพื่อป้องกันแรงงานหลุดจากระบบอันเนื่องมาจากเงื่อนไขกระบวนการนำเข้าแรงงาน

มาตรการรองรับการบริหารการจัดการในระยะกลางและยาว

8. กำหนดมาตรการรองรับแรงงานกัมพูชาที่ประสงค์จะเดินทางกลับเข้ามาทำงาน โดยพิจารณาตั้งจุดประสานงานชั่วคราว ณ ด่านชายแดนหลัก สำหรับแรงงานที่ประสงค์เดินทางกลับเข้ามาสามารถลงทะเบียนล่วงหน้า หรือให้นายจ้างแจ้งความประสงค์ต่อกระทรวงแรงงาน/สำนักงานจัดหางานในพื้นที่โดยให้เสนอมีมติคณะรัฐมนตรีให้ เปิดช่องทางพิเศษ (Fast Track) สำหรับแรงงานกัมพูชาที่เคยมีประวัติทำงานในไทย ใช้ฐานข้อมูลเดิมเพื่อลดเวลาและต้นทุนในกระบวนการเดินทางกลับเข้ามาทำงานอย่างเป็นระบบ  และยกเว้นการขอรักษาสิทธิวีซ่า (Re-entry visa) ให้แก่แรงงานกัมพูชาที่เดินทางออกนอกประเทศไปในช่วงการสู้รบ เพื่อลดภาระและอำนวยความสะดวกในการกลับเข้าประเทศและมีมาตรการเพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง

9. กระทรวงแรงงานพิจารณาแนวทางความร่วมมือการสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการเพื่อรักษากำลังแรงงานไว้ในประเทศกระทรวงแรงงานควรพิจารณาช่วยเหลือเยียวยาแก่นายจ้างที่ได้รับผลกระทบและความเสียหาย ทั้งจากการสู้รบและความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับแรงงานข้ามชาติ  ดำเนินการเจรจาลดขั้นตอน ลดค่าธรรมเนียม และอำนวยความสะดวกในการนำเข้าแรงงานภายใต้ระบบ MOU เพื่อให้กระบวนการจ้างงานมีความคล่องตัวและเป็นธรรมมากขึ้น ในเบื้องต้น เสนอให้มีการตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาและพัฒนาแนวทางการนำเข้าแรงงานตาม MOU ภายใต้คณะกรรมการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ที่มีหน้าที่ศึกษา และจัดทำข้อเสนอแนวทางในการแก้ไขปรับปรุงบันทึกข้อตกลง MOU กับประเทศต้นทาง รวมทั้งมาตรการและแนวทางที่จะทำให้การนำเข้าแรงงาน MOU มีสะดวก รวดเร็ว และต้นทุนต่ำ

10. กระทรวงแรงงานควรพิจารณาจัดตั้งคณะทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ระดับพื้นที่ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตัวแทนผู้ประกอบการและเกษตรกรที่จ้างแรงงานข้ามชาติ ภาควิชาการและภาคประชาสังคม เพื่อทำหน้าที่ในการประเมินสถานการณ์ผลกระทบจากการขาดแคลนแรงงาน และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายให้แก่กระทรวงแรงงานและรัฐบาลต่อไป ในระยะยาวกระทรวงแรงงานควรพิจ