สธ.วาง 8 ขั้นตอน ฟื้นฟู รพ.ชายแดนไทย-กัมพูชา 149 แห่ง 

8.08.25 | 15:14 น.

สธ.วาง 8 ขั้นตอน ฟื้นฟู รพ.ชายแดนไทย-กัมพูชา 149 แห่ง 

วันนี้ (8 สิงหาคม 2568) นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยถึงแนวทางการฟื้นฟูสถานพยาบาลที่ได้รับผลกระทบจากกรณีสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ปัจจุบันมีสถานพยาบาลที่ได้รับผลกระทบสะสมรวม 169 แห่ง แบ่งเป็น โรงพยาบาล 20 แห่ง เปิดตามปกติ 6 แห่ง เปิดบางส่วน 11 แห่ง ปิดบริการ 3 แห่ง และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) 149 แห่ง เปิดตามปกติ 39 แห่ง เปิดบางส่วน 31 แห่ง และปิดบริการ 79 แห่ง

นพ.วีรวุฒิ กล่าวว่า ความเสียหายของสถานพยาบาลเบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ 146 ล้านบาท โดยโรงพยาบาล (รพ.) พนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.สุรินทร์ ได้รับความเสียหายมากสุด ทั้งนี้ สธ.ได้จัดทำแผนฟื้นฟูโรงพยาบาล (Recovery Plan) กรณีภัยสงคราม เพื่อเตรียมกลับมาให้บริการเมื่อสถานการณ์สงบและมีความปลอดภัย

“โดยแบ่งเป็น 8 ขั้นตอน 1.การประเมินสถานการณ์หลังเหตุการณ์ โดยประเมินความเสียหายทางกายภาพ เช่น อาคาร เครื่องมือแพทย์ ระบบไฟฟ้า/น้ำ รวมถึงความปลอดภัยของบุคลากรและผู้ป่วยในเดิม 2.โครงสร้างพื้นฐานและสิ่งแวดล้อม ให้ซ่อมแซมหรือสร้างอาคารใหม่ที่ปลอดภัย แข็งแรง ทนทานต่อภัยพิบัติและเหตุการณ์รุนแรง ฟื้นฟูระบบไฟฟ้า น้ำประปา การสื่อสาร ระบบไอที และห้องสำคัญ เช่น ห้องผ่าตัด ไอซียู และตรวจสอบความปลอดภัยของพื้นที่โดยรอบร่วมกับหน่วยความมั่นคง 3.การจัดการทรัพยากรบุคคล ให้มีการติดตาม สื่อสารและสนับสนุนบุคลากรที่อพยพหรือได้รับผลกระทบให้กลับเข้าปฏิบัติงานได้ จัดระบบดูแลสภาพจิตใจและระบบเวรที่เหมาะสมเพื่อลดความเหนื่อยล้า 4.การฟื้นฟูระบบบริการสุขภาพ โดยเริ่มเปิดบริการที่จำเป็นก่อน เช่น ห้องฉุกเฉิน, คลินิกโรคเรื้อรัง, แม่และเด็ก รวมถึงประเมินความต้องการของประชาชนในพื้นที่ และเปิดบริการอื่นๆ ตามลำดับอย่างเหมาะสม 5.การฟื้นฟูเวชภัณฑ์และอุปกรณ์การแพทย์ โดยตรวจสอบคลังเวชภัณฑ์และจัดหาสิ่งที่ขาดแคลน โดยร่วมกับคลังกลางหรือหน่วยสนับสนุน 6.การฟื้นฟูระบบข้อมูลและสารสนเทศ ให้กู้คืนระบบเวชระเบียนและระบบสารสนเทศต่างๆ ของโรงพยาบาล ประเมินความปลอดภัยของข้อมูล และจัดระบบสำรองข้อมูลในอนาคต และเพิ่มระบบเตือนภัยและสื่อสารฉุกเฉิน 7.การสื่อสารกับประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ให้ทราบถึงการเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ รับฟังข้อเสนอแนะหรือความต้องการของประชาชน พร้อมประชาสัมพันธ์แผนฟื้นฟูและสร้างความเชื่อมั่นต่อการให้บริการ และ 8.การพัฒนาความพร้อมในอนาคต โดยปรับปรุงระบบบริหารความเสี่ยงและแผนตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน จัดทำแผนการอพยพและแผนเผชิญเหตุที่เป็นระบบมากขึ้น และปรับปรุงโครงสร้างอาคารให้แข็งแรงมั่นคงปลอดภัย” นพ.วีรวุฒิ กล่าว