หมอชี้ กลิ่นศพสัญญาณเตือนมีแบคทีเรีย แมลงวันเป็นพาหะนำเชื้อสู่คน แนะขยี้ใบสะระแหน่วางในหน้ากากช่วยได้

9.08.25 | 11:00 น.

หมอแนะวิธี ดูแลตัวเอง หากต้องเผชิญกลิ่นศพที่ข้ามไปจัดการไม่ได้ ชี้ ขยี้ ใบสะระแหน่ กานพลู  เปลือกส้ม วางในหน้ากาก ช่วยได้ กลิ่นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่า มีเชื้อโรคหรือแบคทีเรียบางชนิดอยู่ในอากาศ แมลงวันและสัตว์พาหะอาจเป็นตัวกลางนำเชื้อเข้าสู่คนได้

วันที่ 9 สิงหาคม นพ.ฆนัท ครุธกูล อายุรแพทย์ เจ้าของเพจ คุยกับหมอฆนัท โพสต์ข้อความ ในเพจ ถึงเรื่องอันตราย จากกลิ่นศพชายแดน และวิธีการบรรเทาปัญหา โดยระบุว่า

อันตราย สุขภาพกายและใจ จากกลิ่นศพชายแดน วิธี ป้องกันบรรเทา และแก้ไข
สวัสดีครับ

ช่วงนี้มีหลายคนส่งข้อความมาถามกันเยอะมาก
เกี่ยวกับ “กลิ่นเหม็นเน่า” ที่ลอยมาตามลมจากฝั่งกัมพูชา

โดยเฉพาะในพื้นที่แนวชายแดนภาคตะวันออกของไทยกลิ่นนั้นแรงมาก
บางพื้นที่ถึงขั้นต้องใส่หน้ากากทั้งวัน
ทั้งที่ไม่ใช่เพราะฝุ่นควัน แต่เป็นกลิ่นที่แรงจนอยู่ยาก

Advertisement

คนที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด คือทหารและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานแนวชายแดน
รวมถึงชาวบ้านที่อยู่ในรัศมีลมพัดผ่าน
หลายคนพูดตรงกันว่า
“กลิ่นมันไม่ใช่กลิ่นธรรมดา”
แต่เป็นกลิ่นของการเน่าเปื่อยจากศพมนุษย์

คาดกันว่าเกิดจากสถานการณ์ความขัดแย้งภายในกัมพูชา ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และยังไม่มีการจัดการศพอย่างเหมาะสม

ศพเหล่านี้น่าจะอยู่ในสภาพกลางแจ้ง ไม่มีการฝังหรือเก็บ จึงส่งกลิ่นลอยข้ามแดนเข้ามา
แม้ประเทศไทยจะไม่มีศพอยู่ในพื้นที่ของเรา
แต่กลิ่นกลับลอยข้ามพรมแดนมาเต็ม ๆ
บางจุดลมแรงจนเหม็นลึกเข้ามาหลายกิโลเมตร

บางพื้นที่เริ่มมีความกังวลเรื่อง “น้ำดื่ม”
กลัวว่าน้ำจะปนเปื้อน หรือได้รับผลกระทบจากของเหลวที่อาจไหลลงน้ำฝั่งโน้น

คำถามที่คนถามบ่อยมากคือ
กลิ่นนี้จะอยู่ได้นานแค่ไหน?
อันตรายหรือไม่?

แล้วเราจะแก้อย่างไร ในเมื่อเราไม่สามารถข้ามไปจัดการศพได้โดยตรง?

หมอ ขออธิบายเป็นลำดับ เพื่อให้เข้าใจง่ายที่สุดครับ
กลิ่นเหม็นเน่าที่เกิดขึ้น มาจากกระบวนการย่อยสลายของร่างกายมนุษย์นั้น เมื่อเนื้อเยื่อเริ่มเน่าเปื่อย แบคทีเรียในร่างกายจะปล่อยก๊าซ เช่น ก๊าซไข่เน่า (H₂S), มีเทน, แอมโมเนีย ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้เกิดกลิ่นแรงมาก

ถ้าศพมีจำนวนมาก หรืออยู่ในสภาพที่ไม่มีการจัดการใด ๆ กลิ่นจะเริ่มแรงภายใน 6–12 ชั่วโมงหลังเสียชีวิตและอาจอยู่ได้นานถึง 7–14 วัน
โดยเฉพาะช่วง 3–5 วันแรก กลิ่นจะรุนแรงที่สุด

แล้ว อันตรายมีไหม?
โดยทั่วไป “กลิ่น” ไม่ได้ทำให้ติดเชื้อโดยตรงครับ

แต่ถ้าเข้มข้นมาก อาจทำให้มีอาการเวียนหัว คลื่นไส้ หรือเป็นลมได้

อีกอย่างคือ กลิ่นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่า มีเชื้อโรคหรือแบคทีเรียบางชนิดอยู่ในอากาศ แมลงวันและสัตว์พาหะอาจเป็นตัวกลางนำเชื้อเข้าสู่คนได้เช่นกัน

โดยเฉพาะโรคท้องร่วง อหิวาตกโรค หรือไข้รากสาด
ทีนี้ เราจะป้องกันตัวเองได้อย่างไร?

อันดับแรก ถ้าอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับกลิ่น ควรใส่หน้ากากที่มีชั้นกรองกลิ่น อย่างเช่นหน้ากาก N95 ที่มี activated carbon

หรือถ้าไม่มีจริง ๆ ให้ใช้สมุนไพร เช่น ใบสะระแหน่ กานพลู หรือเปลือกส้มวางใกล้จมูก หรือใส่ไว้ในหน้ากาก ช่วยบรรเทากลิ่นได้พอสมควร

อีกวิธีที่ได้ผลดี คือการพ่นละอองน้ำผสม EM หรือน้ำส้มควันไม้ ซึ่งเป็นสารชีวภาพที่ช่วยจับโมเลกุลกลิ่นในอากาศ สามารถใช้เครื่องพ่นละอองน้ำ หรือฉีดพ่นรอบบ้านและจุดพักทหาร
โดยพ่นในทิศทางลมเข้า ควรทำทุก 4–6 ชั่วโมง

สำหรับคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้แหล่งน้ำ ต้องระวังน้ำที่อาจปนเปื้อนสารอินทรีย์หรือของเหลวจากการย่อยสลาย แม้จะอยู่ฝั่งโน้น แต่หากน้ำมีการไหลเชื่อมกัน หรือมีการนำน้ำมาใช้
ขอแนะนำให้ใช้น้ำที่ผ่านการกรอง และต้มให้เดือดก่อนดื่ม

กรณีที่ต้องใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ควรหลีกเลี่ยงไปก่อนชั่วคราว

ทางที่ดีหน่วยงานท้องถิ่นควรเข้าตรวจน้ำแบบเร่งด่วน
เช่น ตรวจเชื้อ E. coli, coliform bacteria หรือพวกสารพิษจากการย่อยสลาย หากพบค่าผิดปกติ ควรแจ้งเตือนชาวบ้านทันที

ในด้านการจัดการกลิ่นและสุขภาพจิตของทหาร ควรมีการสลับเวร ไม่ให้ใครอยู่แนวหน้าติดต่อกันนานเกินไป ให้เจ้าหน้าที่ได้พักในพื้นที่ปลอดกลิ่นบ้าง และควรมีการพูดคุยให้ข้อมูลชัดเจน เพื่อลดความวิตกกังวลจากสิ่งที่ควบคุมไม่ได้

หลายคนอาจสงสัยว่าเรื่องนี้เคยเกิดในต่างประเทศไหม
คำตอบคือ มีครับ

ตัวอย่างเช่น ในอินเดีย–เนปาล ปี 2021 มีเหตุการณ์น้ำท่วมทำให้ศพลอยเกลื่อนแม่น้ำ กลิ่นแรงมากจนลอยข้ามประเทศ อินเดียต้องตั้งจุดพ่นละอองชีวภาพและปิดบางพื้นที่ชั่วคราว

หรือในยูเครนช่วงสงคราม ก็เคยมีศพจำนวนมากถูกทิ้งไว้กลางพื้นที่ปะทะ
ยูเครนตั้งเต็นท์ป้องกันกลิ่น ใช้สเปรย์ฆ่าเชื้อ และแจ้งเตือนประชาชนให้งดใช้น้ำธรรมชาติ

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวครับ

แม้เราจะไม่ได้ควบคุมต้นเหตุ แต่เราควบคุมการป้องกันของเราเองได้

ขอแค่ไม่ตื่นตระหนก แต่ก็ไม่ประมาท ใช้หลักสุขาภิบาลขั้นพื้นฐาน มีสติ และป้องกันตามสมควร

หากใครอยู่แนวชายแดน หรือมีญาติพี่น้องทำงานในพื้นที่เสี่ยง
ฝากแชร์ข้อมูลนี้ไว้ให้ทราบกันด้วยนะครับ เพื่อความปลอดภัยของทุกคนทั้งร่างกายและจิตใจ