อุทยานฯช็อก รุกป่าแก่งกระจาน ส่วนหนึ่งซื้อผ่าน การขายทอดตลาดของธนาคาร แจ้งความแล้ว 15 ราย

9.08.25 | 17:40 น.

อุทยานฯอึ้งรุกป่าแก่งกระจาน 4 พันไร่ ส่วนหนึ่งซื้อผ่านการขายทอดตลาดของธนาคาร แจ้งความแล้ว 15 ราย 

วันที่ 9 สิงหาคม นายวีระ ขุนไชยรักษ์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้เดินทางลงพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ตามคำสั่งนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานฯ เพื่อติดตามตรวจสอบการบุกรุกป่าในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและพื้นที่ปลอดภัยทางทหาร ท้องที่ตำบลหนองพลับ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมีนายนพพร ประทุมเหง่า ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (สบอ.3) สาขาเพชรบุรี และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมและชี้แจง ณ ห้องประชุม อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี

การลงพื้นที่ครั้งนี้ เพื่อเร่งรัดให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายดำเนินการอย่างจริงจังและเด็ดขาด และเพื่อแสดงเจตนารมณ์ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่า จากนั้นรองอธิบดีฯ ได้มอบสิ่งของเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ และกล่าวให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานด้วยความทุ่มเท พร้อมทั้งขอให้ทำงานอย่างปลอดภัยและขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมมือกันแก้ไขปัญหา

สำหรับคดีการบุกรุกในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและพื้นที่ปลอดภัยทางทหาร (ปข.605) ในตำบลหนองพลับ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เจ้าหน้าที่ได้ร่วมบูรณาการการทำงานร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เจ้าหน้าที่ทหาร และกรมธนารักษ์ ตั้งแต่วันที่ 8-9 กรกฎาคมที่ผ่านมา จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า มีการบุกรุกและครอบครองพื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและพื้นที่ราชพัสดุ (ปข.605) ประมาณ 4,000 ไร่

Advertisement

จากการสืบสวนพบว่า มีพื้นที่บางส่วนที่ผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ได้มาจากการซื้อผ่านการขายทอดตลาดของธนาคาร นอกจากนี้ยังพบว่ามีการใช้รถแบ็กโฮขนาดใหญ่ขุดเจาะหน้าดินในบริเวณกว้าง ซึ่งเจ้าของอ้างว่าได้รับอนุญาตจาก อบต.หนองพลับแล้ว แต่เมื่อตรวจสอบกลับไม่พบเอกสารอนุญาตที่ถูกต้องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาบุกรุกพื้นที่ตามกฎหมายผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินรวม 15 ราย และได้แจ้งความดำเนินคดีที่สถานีตำรวจภูธรหนองพลับเรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ กรมอุทยานฯ ยังเตรียมตรวจสอบย้อนหลังถึงการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว ว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือไม่ และหากพบว่าไม่มีสิทธิ์ในพื้นที่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทางอุทยานฯ จะใช้อำนาจตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 เพื่อรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่บุกรุกป่าได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่งศาล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายให้รวดเร็วยิ่งขึ้นต่อไป.