เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม นายพัฒนชาต ชุมทอง ผู้อำนวยการกองคุ้มครองแรงงาน และรองโฆษกกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยถึงกรณีลูกจ้างบริษัทยานภัณฑ์ จำนวน 859 คน ถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้รับเงินชดเชย และศาลมีคำสั่งจำคุกนายจ้าง ว่า กสร. ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้น โดยได้มอบหมายให้สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน
นายพัฒนชาต กล่าวว่า เบื้องต้น ได้ดำเนินการรับแบบคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน (คร.7) ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งลูกจ้างได้ทยอยยื่นคำร้อง เนื่องจากบางส่วนได้กระจายไปอยู่ในจังหวัดอื่น ทั้งนี้ กสร. ได้ติดตามและดำเนินการอย่างเร่งรัดเพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย ทั้งนี้ หลังพบว่านายจ้างไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าหน้าที่ในการชดเชยการเลิกจ้าง กสร. ได้ดำเนินการช่วยเหลือโดยเปิดให้ยื่นคำขอรับเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง และได้มอบเงินเยียวยาจากกองทุนสงเคราะห์ฯ ให้ลูกจ้าง 859 คน รวมแล้วกว่า 15 ล้านบาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนระหว่างยังไม่มีงานทำ
นายพัฒนชาต กล่าวว่า นอกจากนั้นแล้ว ขณะนี้ กสร. ยังมีมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม อาทิ การเข้าตรวจสอบสถานประกอบการที่มีความเสี่ยงหรือมีแนวโน้มปิดกิจการ เช่น สถานประกอบการที่หยุดกิจการชั่วคราวหลายครั้งตามมาตรา 75 แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ ซึ่งกำหนดให้ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างชั่วคราวได้รับค่าจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของค่าจ้างปกติ อีกทั้ง ยังมีมาตรการเชิงรุกด้านแรงงานสัมพันธ์เพื่อสนับสนุนการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเลิกจ้าง โดยเป็นการให้คำแนะนำสถานประกอบการที่ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจเกี่ยวกับการบริหารจัดการ ลดค่าใช้จ่าย การจ่ายค่าชดเชยเมื่อคราวปิดกิจการ และหากจำเป็นต้องเลิกจ้าง แนะนำให้พิจารณาจากลูกจ้างที่มีอายุงานน้อย เพื่อช่วยลดค่าชดเชยในการเลิกจ้าง เพื่อทำให้กิจการสามารถดำเนินต่อไปได้
นายพัฒนชาต กล่าวด้วยว่า ในอนาคต กสร. ได้วางแผนระยะยาวเพื่อสร้างหลักประกันให้แก่ลูกจ้างในกรณีถูกเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม โดยมีแนวทางจัดตั้งกองทุนเพื่อเป็นหลักประกันให้กับลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบ โดยกสร. ได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นเมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา มี 3 แนวทางการขับเคลื่อน ได้แก่ 1.จัดตั้งเป็นกองทุนใหม่ โดยให้ภาครัฐสนับสนุนทั้งหมด เพื่อเป็นหลักประกันในการจ่ายค่าชดเชย 2.จัดเก็บเงินจากนายจ้างฝ่ายเดียวเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (เปิดเป็นบัญชีที่ 3 หรือกองที่ 3) และ 3.จัดให้นายจ้างแต่ละรายมีหลักประกันในการจ่ายค่าชดเชย
“จากการเปิดรับฟังความคิดเห็น พบว่าผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวทางที่ 1 คือ ให้รัฐเป็นผู้ตั้งกองทุนและสนับสนุนงบประมาณทั้งหมด ทั้งนี้ กระบวนการอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้อย่างรอบด้าน ก่อนนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ประกอบการพิจารณา เพื่อกำหนดแนวทางที่เหมาะสม และนำเสนอต่อรัฐบาลถัดไป” นายพัฒนชาต กล่าว


