สปส.เดินหน้าร่าง กม. ปรับ ‘เพดานค่าจ้าง เงินสมทบ’ เพิ่มสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตน 3 ขั้นบันได ตั้งเป้าใช้ปี’69
ความคืบหน้ากรณีสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ประกาศเตรียมปรับโครงสร้างเงินสมทบประกันสังคมครั้งใหญ่ เริ่มปี 2569 ภายใต้แนวคิด “จ่ายตามจริง ได้ประโยชน์ตามจริง” จากเดิมที่ใช้เพดาน 15,000 บาท โดยสูตรใหม่เงินสมทบประกันสังคม 2569 จะใช้ระบบเงินสมทบแบบขั้นบันได 3 ขั้น ตามระดับรายได้ เพื่อให้สอดรับกับเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เปิดให้ผู้ประกันตนร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ และขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบกองทุนประกันสังคม พ.ศ. … เพื่อเป็นแนวทางปรับปรุงเพดานค่าจ้างและเพิ่มสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตน พร้อมยังคงหลักความเป็นธรรมให้แก่ผู้ประกันตนทุกกลุ่ม และเมื่อมีการปรับเพดานค่าจ้างเพิ่มขึ้น สิทธิประโยชน์ 6 กรณี จะเพิ่มขึ้นด้วย เพื่อไม่ให้กระทบนายจ้างและผู้ประกันตน นั้น
เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม นางนิยดา เสนีย์มโนมัย รองเลขาธิการ สปส. เปิดเผยความคืบหน้ากรณีการปรับโครงสร้างเงินสมทบ ว่า หลังจากที่มีการเปิดประชาพิจารณ์การปรับโครงสร้างเงินสมทบดังกล่าว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการร่างกฎกระทรวงตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จครบถ้วนทุกกระบวนการ โดยเป้าหมายหลักของ สปส. คือการเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ประกันตน เนื่องจากเมื่อเพดานค่าจ้างปรับสูงขึ้น สิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่สัมพันธ์กับค่าจ้าง เช่น เงินทดแทนกรณีต่างๆ และเงินบำนาญชราภาพ ควรได้รับการปรับเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน ประกอบกับ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ
“สำหรับกำหนดการเริ่มบังคับใช้ในปี 2569 ที่มีกระแสออกไปนั้น สปส.ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะบังคับใช้ได้ทันหรือไม่ เนื่องจากอยู่ระหว่างการพิจารณาทางกฎหมาย โดยอาจจะต้องเสนอเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม สปส.ได้วางเป้าหมายเบื้องต้นให้มีผลบังคับใช้ในปี 2569 ซึ่งคาดว่าทำไปพร้อมกับการปรับสูตรคำนวณบำนาญแบบใหม่ (สูตร CARE)” นางนิยดากล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับตารางเปรียบเทียบสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นจากการปรับเพดานค่าจ้าง มีรายละเอียด ดังนี้
-
ปัจจุบัน (ปี 2568) ฐานค่าจ้าง 15,000 บาท จะต้องจ่ายเงินสมทบสูงสุด 750 บาทต่อเดือน โดยสิทธิประโยชน์เงินทดแทน และเงินบำนาญที่ได้รับ ประกอบด้วย
1.เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย 7,500 บาทต่อเดือน (250 บาทต่อวัน สูงสุด 180 วัน รวม 45,000 บาท)
2.เงินสงเคราะห์คลอดบุตร 22,500 บาทต่อครั้ง
3.เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ 7,500 บาทต่อเดือน
4.เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 90,000 บาท
5.เงินทดแทนกรณีว่างงาน 7,500 บาทต่อเดือน
6.เงินบำนาญ กรณีส่งเงินสมทบ 15 ปี 3,000 บาทต่อเดือน ส่วนกรณีส่งเงินสมทบ 25 ปี 5,250 บาทต่อเดือน
-
ปี 2569-2571 ที่จะมีการปรับเป็นค่าจ้าง 17,500 บาท จะต้องจ่ายเงินสมทบสูงสุด 875 บาทต่อเดือน สิทธิประโยชน์เงินทดแทน และเงินบำนาญที่ได้รับเพิ่มขึ้น คือ
1.เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย 8,750 บาทต่อเดือน (291 บาทต่อวัน สูงสุด 180 วัน รวม 52,500 บาท)
2.เงินสงเคราะห์คลอดบุตร 26,250 บาทต่อครั้ง
3.เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ 8,750 บาทต่อเดือน
4.เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 105,000 บาท
5.เงินทดแทนกรณีว่างงาน 8,750 บาทต่อเดือน
6.เงินบำนาญ กรณีส่งเงินสมทบ 15 ปี 3,500 บาทต่อเดือน ส่วนกรณีส่งเงินสมทบ 25 ปี 6,125 บาทต่อเดือน
-
ปี 2572-2574 ที่จะมีการปรับเป็นค่าจ้าง 20,000 บาท จะต้องจ่ายเงินสมทบสูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน โดยสิทธิประโยชน์เงินทดแทน และเงินบำนาญที่ได้รับเพิ่มขึ้น คือ
1.เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย 10,000 บาทต่อเดือน (333 บาทต่อวัน สูงสุด 180 วัน รวม 60,000 บาท)
2.เงินสงเคราะห์คลอดบุตร 30,000 บาทต่อครั้ง
3.เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ 10,000 บาทต่อเดือน
4.เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 120,000 บาท
5.เงินทดแทนกรณีว่างงาน 10,000 บาทต่อเดือน
6.เงินบำนาญ กรณีส่งเงินสมทบ 15 ปี 4,000 บาทต่อเดือน ส่วนกรณีส่งเงินสมทบ 25 ปี 7,000 บาทต่อเดือน
-
ปี 2575 เป็นต้นไป ที่จะมีการปรับเป็นค่าจ้าง 23,000 บาท จะต้องจ่ายเงินสมทบสูงสุด 1,150 บาทต่อเดือน โดยสิทธิประโยชน์ที่ได้รับเพิ่มขึ้น คือ
1.เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย 11,500 บาทต่อเดือน (383 บาทต่อวัน สูงสุด 180 วัน รวม 69,000 บาท)
2.เงินสงเคราะห์คลอดบุตร 34,500 บาทต่อครั้ง
3.เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ 11,500 บาทต่อเดือน
4.เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 138,000 บาท
5.เงินทดแทนกรณีว่างงาน 11,500 บาทต่อเดือน
6.เงินบำนาญ กรณีส่งเงินสมทบ 15 ปี 4,600 บาทต่อเดือน ส่วนกรณีส่งเงินสมทบ 25 ปี 8,050 บาทต่อเดือน
ขณะที่ก่อนหน้านี้ นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ได้เปิดเผยว่า ในการประชุมบอร์ดประกันสังคม เมื่อวันที่ 21 มกราคมที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบกฎกระทรวงที่จะปรับปรุงเพดานค่าจ้าง เงินสมทบประกันสังคม เป็นแบบขั้นบันได 3 ขั้น ภายหลังจากที่ก่อนหน้านี้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ และมีผู้แสดงความคิดเห็นมากกว่า 2 แสนคน โดยร้อยละ 95 เห็นด้วย หลังจากที่บอร์ดประกันสังคมเห็นชอบแล้วจะส่งกฎกระทรวงเข้าคณะกรรมการกฎหมายของกระทรวงแรงงาน ก่อนนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พิจารณาก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ต่อไป


