บอร์ด สปสช.อนุมัติ 73.34 ล. ‘บริการสุขภาพจิตครบวงจร’ ดึงภาคประชาชนร่วมให้คำปรึกษา
วันนี้ (18 สิงหาคม 2568) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า ในการประชุมบอร์ด สปสช.ครั้งที่ 8/2568 เมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบ “ข้อเสนอบริการสุขภาพจิตครบวงจร” ภายใต้แนวคิด “อุปสงค์และอุปทาน” (Demand & Supply) ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) เพื่อให้ครอบคลุมการให้บริการด้านสุขภาพจิตแก่ประชาชน พร้อมอนุมัติจะจัดสรรงบประมาณ จำนวน 73.34 ล้านบาท สำหรับรองรับการดำเนินงานของ “ศูนย์ให้การปรึกษาสุขภาพจิต” ทั้งในและนอกระบบในปีงบประมาณ 2568

นอกจากนี้ ยังเห็นชอบหลักการให้ “องค์กรหรือหน่วยงานภาคเอกชน” ที่ดูแลผู้ป่วยจิตเวชสามารถขึ้นทะเบียนเป็น “หน่วยบริการรับส่งต่อเฉพาะด้านขององค์กรภาคประชาชน” ตามมาตรา 3 แห่ง พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 เพื่อขยายการให้บริการสุขภาพจิตให้ครอบคลุมและเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน โดยมอบหมายให้ สปสช. ประสานงานกับกรมสุขภาพจิต สธ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสนับสนุนและจัดอบรมองค์กรเหล่านี้ให้มีความพร้อมการให้บริการ และสามารถขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการตามมาตรา 3 ได้อย่างรวดเร็ว
“บอร์ด สปสช. มีความห่วงใยต่อปัญหาสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีผู้ป่วยจิตเวชที่เข้ารับการรักษาในระบบบริการมากกว่า 2.7 ล้านคน คาดว่ายังมีประชาชนที่มีปัญหาสุขภาพจิตอีกราว 10 ล้านคน ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิตได้ เนื่องจากระบบบริการและบุคลากรทางการแพทย์ด้านสุขภาพจิตไม่เพียงพอ ดังนั้น เพื่อร่วมแก้ปัญหานี้ บอร์ด สปสช. จึงมีมติให้ สปสช. ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งในและนอกระบบสาธารณสุข โดยเน้นการเพิ่มบทบาทของภาคีเครือข่ายภาคประชาชน ที่จะยกระดับเป็นหน่วยบริการตามมาตรา 3 โดยเป็นศูนย์ให้การปรึกษาสุขภาพจิต เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการให้คำปรึกษาเบื้องต้น รวมถึงช่วยคัดกรองผู้ที่มีความเสี่ยง” นายสมศักดิ์ กล่าว

รัฐมนตรีว่าการ สธ. กล่าวว่า บริการสุขภาพจิตครบวงจรนี้ มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือคนไทยกลุ่มเสี่ยงทุกคน เช่น ผู้ที่มีความเครียด วิตกกังวล หรือซึมเศร้า รวมถึงผู้ที่มีความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตอื่นๆ ให้สามารถเข้าถึงการเยียวยาจิตใจในเบื้องต้นได้ง่ายขึ้น ผ่านศูนย์ให้การปรึกษาสุขภาพจิต โดยตั้งเป้าหมายให้บริการในปี 2568 ไว้ที่ประมาณ 4.7 แสนครั้ง ครอบคลุมการให้บริการในระบบสุขภาพทั้งจากหน่วยงานรัฐที่มีสหสาขาวิชาชีพ และนอกระบบสุขภาพซึ่งครอบคลุมบริการให้คำปรึกษาครั้งละ 30-45 นาที และการติดตามผลไม่เกิน 2 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยกำหนดการเบิกจ่ายชดเชยค่าบริการให้การปรึกษาที่อัตรา 153 บาทต่อครั้ง หรืออาจมีการจ่ายในรูปแบบอื่นๆ เช่น จ่ายตามโครงการสำหรับหน่วยบริการมาตรา 3 หรือตามผลลัพธ์การบริการ (Value base Payment) โดยจะมีการจัดทำประกาศหลักเกณฑ์ออกมารองรับ
ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า หลังจากบอร์ด สปสช. มีมติเห็นชอบแล้ว สปสช. จะเร่งดำเนินการประสานกับ สธ. ในการจัดทำระบบเชื่อมโยงข้อมูลการเบิกจ่ายและข้อมูลบริการที่กำหนดร่วมกัน และร่วมขับเคลื่อนบริการสุขภาพจิตครบวงจรกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) (สรพ.) สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) และ องค์กรเอกชนอื่นๆ นอกจากนี้ สปสช. ยังจะสนับสนุนและอบรมองค์กรภาคประชาชนให้มีความพร้อมในการขึ้นทะเบียนเป็น หน่วยบริการรับส่งต่อเฉพาะด้าน ในการให้บริการด้านสุขภาพจิต องค์กรภาคประชาชนหรือภาคเอกชนที่ต้องการเข้าร่วมต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด ได้แก่ ต้องให้บริการด้านการดูแลผู้พิการ ผู้ป่วยจิตเวช หรือผู้ที่มีความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1 ปี และต้องผ่านการประเมินรับรองจากหน่วยงานที่ สปสช. กำหนด รวมถึงต้องไม่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ซึ่งจากนี้จะมีการพิจารณาและคัดเลือกองค์กรที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์เพื่อเข้าร่วมให้บริการต่อไป

