ผู้นำแรงงานหนุน ‘ประกันสังคม’ ปรับเพดานค่าจ้าง 3 ขั้นบันได เพิ่มสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตน

19.08.25 | 17:12 น.

ผู้นำแรงงานหนุน ‘ประกันสังคม’ ปรับเพดานค่าจ้าง 3 ขั้นบันได เพิ่มสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตน

จากกรณีสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ประกาศเตรียมปรับโครงสร้างเงินสมทบครั้งใหญ่ เริ่มใช้ปี 2569 เป็นต้นไป โดยเปลี่ยนเป็นระบบเงินสมทบแบบขั้นบันได 3 ระยะตามระดับรายได้ เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลง พร้อมยังคงหลักความเป็นธรรมแก่ผู้ประกันตนทุกกลุ่ม โดยสูตรใหม่จะใช้ระบบเงินสมทบแบบขั้นบันได 3 ระยะตามระดับรายได้ เพื่อให้สอดรับกับเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลง พร้อมยังคงหลักความเป็นธรรมแก่ผู้ประกันตนทุกกลุ่ม โดยเมื่อมีการปรับเพดานค่าจ้างเพิ่มขึ้น สิทธิประโยชน์ 6 กรณีจะเพิ่มขึ้นด้วย เพื่อไม่ให้กระทบนายจ้างและผู้ประกันตน จากเดิม 15,000 บาท เปลี่ยนเป็น ดังนี้

ขั้นที่ 1 (ปี 2569–2571) เพดานค่าจ้าง 17,500 บาท ส่งเงินสมทบสูงสุด 875 บาทต่อเดือน ขั้นที่ 2 (ปี 2572–2574) เพดานค่าจ้าง 20,000 บาท ส่งเงินสมทบสูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน และ ขั้นที่ 3 (ปี 2575 เป็นต้นไป) เพดานค่าจ้าง 23,000 บาท ส่งเงินสมทบสูงสุด 1,150 บาทต่อเดือน

ล่าสุดวันนี้ (19 สิงหาคม 2568) นายมนัส โกศล ประธานสภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย และประธานเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน (คปค.) เปิดเผยว่า การปรับโครงสร้างดังกล่าว ถือเป็นสิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกันตน เนื่องจากทั้งสภาองค์การลูกจ้างฯ และ คปค. เคยมีการเสนอเรื่องนี้ต่อรัฐบาลตั้งแต่ปี 2563 ให้ปรับเพิ่มเพดานค่าจ้างจาก 15,000 บาท เป็น 20,000 บาท เพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์โดยเฉพาะเงินชดเชยกรณีว่างงานในช่วงโควิด-19

“ดังนั้น การปรับโครงสร้างเงินสมทบครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มสิทธิประโยชน์ทุกด้านของผู้ประกันตน ทั้งเงินบำนาญชราภาพ เงินชดเชยกรณีเจ็บป่วย ค่าคลอดบุตร เงินทดแทนว่างงาน รวมถึงสิทธิกรณีอื่นๆ ซึ่งจะไม่มีสิทธิใดหายไป อีกทั้งเป็นการเพิ่มสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนทั้ง 3 ขั้นบันได” นายมนัส กล่าว

Advertisement

นายมนัส กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ผู้ประกันตนยังคงส่งเงินสมทบในอัตราเดิม คือ ร้อยละ 5 ของค่าจ้าง เพียงแต่เป็นการปรับฐานเพดานค่าจ้าง เช่น หากเพดานอยู่ที่ 17,500 บาท ก็จะส่งเงินสมทบสูงสุด 875 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นการขยับตามเพดาน ไม่ใช่การเพิ่มอัตราการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนฯ

ด้านนายพนัส ไทยล้วน ประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การปรับโครงสร้างเงินสมทบในครั้งนี้ ไม่น่าจะสร้างความเดือดร้อนให้ผู้ประกันตน เพราะผู้ประกันตนยังคงส่งเงินสมทบในอัตราเดิม แต่ได้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น เช่น เงินบำนาญ อย่างไรก็ดี ฝ่ายนายจ้างอาจได้รับผลกระทบ เนื่องจากต้องส่งเงินสมทบสูงขึ้นตามเพดานค่าจ้างที่ปรับเพิ่ม และต้องหารือกับรัฐบาล เพราะเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเป็นภาระร่วมกันของทั้ง 3 ฝ่าย ได้แก่ ผู้ประกันตน นายจ้าง และรัฐบาล