สปส.เตือนผู้ประกันตน ม.33 ถูกเลิกจ้าง อย่าลืมขึ้นทะเบียนใน 30 วัน รับประโยชน์สูงสุด 5.4 หมื่น
เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 นางมารศรี ใจรังษี เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวว่า ผู้ประกันตนมาตรา 33 ออกจากงานหรือตกงาน เพราะถูกเลิกจ้าง เป็นเรื่องที่น่ากังวลใจ หรือเป็นฝันร้ายของมนุษย์เงินเดือน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ทำให้หลายคนต้องอยู่ในสถานะสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างหรือพนักงานในสถานประกอบการอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้ ก่อนที่วันนั้นจะมาถึง จึงต้องศึกษาและทำความเข้าใจในหลักประกันขั้นพื้นฐาน
“ในฐานะที่เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมมานานหลายปี เมื่อมีเหตุให้ต้องตกงานจะได้รับสิทธิประโยชน์อะไรบ้าง ซึ่งปัจจุบันลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 จะถูกเก็บเงินสมทบร้อยละ 5 ของเงินเดือนทุกเดือนเข้ากองทุนประกันสังคม โดยคำนวณจากฐานเงินค่าจ้างขั้นต่ำเดือนละ 1,650 บาท และฐานเงินค่าจ้างสูงสุด 15,000 บาท ขณะที่นายจ้างจะจ่ายสมทบให้ด้วยร้อยละ 5 และรัฐบาลจ่ายสมทบอีกร้อยละ 2.75 เงินส่วนนี้จะถูกแบ่งตามอัตราส่วนที่แตกต่างกันเพื่อไปดูแล กรณีเจ็บป่วยร้อยละ 0.88 กรณีคลอดบุตรร้อยละ 0.12 กรณีทุพพลภาพ ร้อยละ 0.44 กรณีสงเคราะห์บุตรและกรณีชราภาพ ร้อยละ 3.00 กรณีว่างงาน ร้อยละ 0.50 และกรณีเสียชีวิต ร้อยละ 0.08 จะเห็นได้ว่า ผู้ประกันตนมาตรา 33 ได้รับสิทธิประโยชน์หลายอย่าง เมื่อเราจ่ายเงินไปแล้วทุกเดือนก็ควรรักษาสิทธิประโยชน์ที่ควรได้” นางมารศรี กล่าว
เลขาธิการ สปส. ยังกล่าวถึงสิทธิประโยชน์ในกรณีว่างงานหรือถูกเลิกจ้าง ว่า ผู้ประกันตนจำเป็นต้องมีเงินชดเชยมาใช้จ่ายในขณะว่างงาน หากผู้ประกันตนไม่รู้ถึงสิทธิประโยชน์แล้วปล่อยผ่านไปโดยไม่ได้ใช้สิทธิจะน่าเสียดายมาก ในกรณีที่ถูกเลิกจ้างโดยที่ไม่ได้มีความผิดอะไร แต่บริษัทอาจจะมีความจำเป็นต้องปรับลดพนักงาน ผู้ประกันตนจะได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานมากกว่าในกรณีที่ลาออกเอง โดยก่อนหน้านี้ กรณีว่างงานจากการถูกเลิกจ้างจะได้รับประโยชน์ทดแทนร้อยละ 50 ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 180 วัน ใน 1 ปีปฏิทิน ส่วนกรณีว่างงานจากการลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้างตามกำหนดระยะเวลาจะได้รับประโยชน์ทดแทนว่างงานร้อยละ 30 ของค่าจ้างครั้งละไม่เกิน 90 วัน ใน 1 ปีปฏิทิน และตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2568 เป็นต้นมา สปส.ได้ปรับเพิ่มประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน (สำหรับกรณีเลิกจ้าง) จากเดิมที่จ่ายร้อยละ 50 เป็นร้อยละ 60 โดยคำนวณจากฐานค่าจ้างจริงสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท

“ผู้ประกันตนมาตรา 33 ซึ่งรวมทั้งคนไทยและชาวต่างชาติคนต่างด้าวที่เข้ามาทำงานอย่างถูกต้องและมีการจ่ายเงินสมทบในส่วนของกรณีว่างงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนการว่างงานและถูกเลิกจ้าง เมื่อถูกเลิกจ้างจะได้รับประโยชน์ทดแทนได้สูงสุดไม่เกินเดือนละ 9,000 บาท เพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยได้สูงสุดเดือนละ 7,500 บาท ในระยะ 180 วัน หรือ 6 เดือน จะได้รับประโยชน์ทดแทนสูงสุด 54,000 บาท เพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยได้รับสูงสุด 45,000 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้ จะสามารถช่วยผ่อนหนักเป็นเบาในช่วงที่ว่างงาน หรือรองานใหม่ ทำให้การใช้ชีวิตในช่วงนี้มีความคล่องตัวขึ้น” นางมารศรี กล่าวและว่า ขั้นตอนการขอใช้สิทธิประโยชน์ว่างงาน เพื่อรับเงินชดเชยจากประกันสังคม ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สามารถลงทะเบียนว่างงานผ่านเว็บไซต์ https://e-service.doe.go.th ภายใน 30 วัน นับจากวันที่สิ้นสุดการจ้างงาน โดยกรอกข้อมูลส่วนตัว และกรอกแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกองทุนประกันสังคม กรณีว่างงาน (สปส.2-01/7 ) พร้อมแนบไฟล์สำเนาบัญชีธนาคาร และจะต้องรายงานตัว ตามนัดหมายเดือนละ 1 ครั้ง จะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนตั้งแต่วันที่ 8 ของการว่างงาน ไปจนครบสิทธิที่ควรได้รับ หรือยื่นแบบฟอร์มที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัดทั่วประเทศ (ยกเว้นสำนักงานใหญ่)
ทั้งนี้ นางมารศรี กล่าวว่า ประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานไม่สามารถขอย้อนหลังได้ ต้องยื่นขึ้นทะเบียนภายใน 30 วัน หลังลาออกหรือถูกเลิกจ้างเท่านั้น และ สปส.พร้อมให้การดูแลผู้ประกันตนทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ หรือคนต่างด้าวที่เข้ามาทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายและส่งเงินสมทบตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ จะได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียม เพื่อสร้างความอุ่นใจให้ผู้ประกันตนคลายวิตกกังวลลงได้บ้างในวันที่ต้องว่างงาน

