หมอสุภัทร เล่าไทม์ไลน์ ถูกบีบออกจากราชการ จี้ปฏิรูประบบ ให้อิสระขรก.ไทย

21.08.25 | 16:44 น.

‘หมอสุภัทร’ เปิดใจ เล่าไทม์ไลน์ก่อนถูกบีบออกจากราชการ เบื้องหลังปมแพทย์ชนบทบุกกรุง จัดซื้อ ATK ชี้ต้องปฏิรูประบบให้ ขรก.ไทยเป็นอิสระ ออกมาขับเคลื่อนสังคม

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ที่ห้องเอนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ปทุมวัน คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และเครือข่ายภาคประชาชน จัดเสวนา “กระจายอำนาจ ปฏิรูประบบราชการไทย ให้กำลังใจหมอสุภัทร” โดยมีนายเมธา มาสขาว ผู้ประสานงานเครือข่ายภาคประชาชน, นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล (รพ.) สะบ้าย้อย จ.สงขลา และภาคประชาชนร่วมให้กำลังใจเข้าร่วม

เวลา 13.30 น. เข้าสู่ช่วง “เปิดใจ” กับ นพ.สุภัทร โดยกล่าวถึงที่มาของ “ปฏิบัติการแพทย์ชนบทบุกกรุง” เมื่อเดือนกรกฎาคม 2564 ว่าไม่ใช่เพียงความคิดเห็นส่วนตัว แต่เป็นการหารือร่วมกันของชมรมแพทย์ชนบท และเครือข่ายแพทย์ รพ.ชุมชน ภายหลังได้รับข้อมูลจาก รพ.ในกรุงเทพฯว่าไม่สามารถรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ได้แล้ว ไม่มีเตียงพอที่จะรับผู้ป่วย ห้องฉุกเฉินบางแห่งต้องปิดรับ และมีผู้เสียชีวิตต่อเนื่อง โดยได้ปรึกษากับเพื่อนที่เป็นแพทย์ รพ.ในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็น รพ.ศิริราช รพ.รามาธิบดี รวมถึงพื้นที่อื่นๆ ได้สะท้อนมาว่า รักษาไม่ไหวแล้ว และพบว่าไม่มีใครลงไปแก้ปัญหาในชุมชน รวมถึงการตรวจ ATK ขณะที่ รพ.ตามต่างจังหวัดมีการตรวจ ATK ในชุมชนเพื่อควบคุมโรค

“จากการหารือก็ได้ข้อสรุปว่าจะมีปฏิบัติการแพทย์ชนบทบุกกรุง โดยความยากที่สุดในการบุกกรุง ไม่ใช่ผม แต่คือแพทย์จากจังหวัดอื่นๆ ชุดแรกจาก 6 รพ.ว่าจะลงพื้นที่ตรงไหน จึงได้มีการเริ่มประชุมกันเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2564 โดยมีความตั้งใจที่จะบุกกรุงเป็นเวลา 3 วัน และได้ติดต่อไปยังทีมชุมชน จึงได้รับข้อเสนอจากทีมชุมชนให้ลงพื้นที่สลัม หรือชุมชนแออัดเป็นหลัก จึงเห็นด้วยอย่างยิ่ง เนื่องจากกลุ่มที่ลำบากที่สุดในกรุงเทพฯคือกลุ่มที่อยู่ในชุมชนแออัด โดยได้รับความช่วยเหลือจากทีมชุมชนในการประสานสถานที่ การจัดคิว และการจัดทำข้อมูล” นพ.สุภัทรกล่าว

Advertisement

นพ.สุภัทรกล่าวอีกว่า เหตุการณ์ต่อมาคือเราจะเอา ATK ที่ไหนมาตรวจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากมาก เนื่องจากเพิ่งเริ่มมีการใช้และ ATK ก็มีราคาสูง ซึ่งทาง รพ.จะนะเริ่มใช้ ATK เพื่อตรวจหาเชื้อโควิด-19 จำนวน 500 คนต่อวัน ใช้แพทย์ 500 คนในการตรวจ ถือเป็นการช่วยคนในชุมชน รวมถึงประชาชนประเทศเพื่อนบ้านได้ จึงมั่นใจว่าการใช้ ATK สามารถทำได้และรายงานผลแม่นยำ สามารถจัดซื้อได้ในราคา 230 บาท จากราคากลาง 350 บาท พร้อมเงื่อนไขส่งมอบถึงพื้นที่หน้างานและเครดิตการชำระ 180 วัน

นพ.สุภัทรกล่าวอีกว่า สิ่งที่เราไม่เคยเปิดเผยในตอนนั้นคือระบบปฏิบัติการหลังบ้าน ทุกท่านก็จะเห็นแต่หน้าบ้านที่มีแพทย์ใส่ชุด PPE ออกตรวจ ATK ทั่วกรุง โดยการปฏิบัติการแพทย์ชนบทบุกกรุงในครั้งแรกมีแพทย์ 6 ทีม ตรวจประชาชนประมาณ 20,000 ราย พบเชื้อร้อยละ 16 ต่อมาในการบุกกรุงครั้งที่ 2 ใช้เวลา 3 วัน ระหว่างวันที่ 21-23 กรกฎาคม 2564 มีแพทย์ 16 ทีม ตรวจราว 30,000 ราย แต่สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น จึงต้องดำเนินการครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 4-10 สิงหาคม 2564 รวมแพทย์จำนวน 45 ทีม แพทย์กว่า 500 คน รวมพลังตรวจประชาชนเป็นจำนวนมาก ประกอบกับมีทีมชุมชนในการหาพื้นที่ วันละ 45 ทีมในการออกชุมชนหาพื้นที่ และทีมสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในการช่วยออกแบบโปรแกรมลงทะเบียนและคีย์ข้อมูลเพื่อเป็นหลักฐานในทางราชการ

นพ.สุภัทรกล่าวต่อว่า ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลส่วนตัวผู้ที่มาตรวจและผลการตรวจ เพื่อนำกลับมาเบิกที่ สปสช.ได้ เนื่องจาก สปสช.กำหนดอัตราการชดเชยไว้ที่ 420 บาทต่อเคส ซึ่ง รพ.จะนะใช้เงินซื้อ ATK ไปจำนวน 10 ล้านบาท เบิกกลับมาได้ที่ 17 ล้านบาท มีส่วนต่างเพื่อเป็นเงินบำรุง รพ.จะนะ ไม่ได้เอาเงินเข้าชมรมแพทย์ชนบท ดังนั้น ระบบปฏิบัติการหลังบ้านเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่สุด และไม่เคยได้บอกใคร

ส่วนกระบวนการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยนั้น นพ.สุภัทรระบุว่า ในช่วงโควิด-19 ชมรมแพทย์ชนบทมีทรรศนะในการบริหารจัดการสู้ภัยโควิดอยู่หลายกรณีที่แตกต่างจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) โดยเหตุการณ์ที่ชัดที่สุดอย่างหนึ่งคือเราเคยทักท้วงเรื่องการจัดซื้อวัคซีนซิโนแวค (Sinovac) 12 ล้านโดสสุดท้าย ในช่วงปี 2565 ที่โควิดเริ่มซา แต่ สธ.มีความพยายามในการจัดซื้อวัคซีนซิโนแวค 12 ล้านโดส เป็นจำนวน 6,000 ล้านบาท ขณะที่ยังมีวัคซีนเหลือคงค้างใน รพ. ประกอบกับคนไม่ยอมฉีดแล้ว โดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ และคณะกรรมการมีความเห็นว่าควรจัดซื้อไม่เกิน 3-6 ล้านโดส แต่สุดท้ายมติในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบที่ 12 ล้านโดส จึงมองว่า เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ และสุดท้ายก็มาทิ้งจริงๆ คือเอาวัคซีนที่ตกค้างไปเก็บไว้ รพ.ส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เพื่อนำไปฉีดให้ประชาชน แต่ในความจริงแล้ว แต่ละโดสของวัคซีนใกล้หมดอายุมากแล้ว

“ข้อท้วงติงจำนวนมากเหล่านี้เป็นประเด็นสำคัญ บุคลิกของชมรมแพทย์ชนบทเหมือน NGO ในวงการสาธารณสุข หมวกหนึ่งเราเป็นข้าราชการ เราต้องทำตามระเบียบและวินัย อีกหมวกหนึ่งเราเป็นประชาสังคม หากไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ให้ความเห็นหรือปรับให้ดีขึ้น แล้วมันจะใช่หรือ” นพ.สุภัทรกล่าว

นพ.สุภัทรกล่าวว่า ตนเคยถูกกรรมการสอบอีกเรื่องหนึ่งคือเวลาโพสต์เฟซบุ๊กเรื่องช่วยชาวบ้านจะนะที่เข้ามาประท้วงที่กรุงเทพฯ เรื่องนิคมอุตสาหกรรม จึงถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยเรื่องการโพสต์เฟซบุ๊ก จึงชี้แจงว่า ตนไม่ได้ไป และโพสต์เฟซบุ๊กหลังเวลาราชการ แต่กรรมการสอบสวนมีความเห็นว่าการเป็นข้าราชการนั้น ต้องเป็น 24 ชั่วโมง ไม่สามารถที่จะให้ความเห็น การแสดงความเห็นขัดแย้งกับนโยบายรัฐบาลเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องและไม่สามารถทำได้ ผิดวินัยและเสื่อมศักดิ์ศรีของราชการ จึงโดนตักเตือนไป

นพ.สุภัทรกล่าวต่อว่า สิ่งเหล่านี้สะสมมาเพราะตนโดนสอบสวนวินัยมาเป็น 10 เรื่อง จึงเป็นต้นเหตุนำมาสู่การย้ายตนออกจาก รพ.จะนะในปี 2566 และนำมาสู่การหาหลักฐานต่างๆในรพ. จะนะว่ามีข้อกล่าวหาหลายเรื่อง นำมาสู่การตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัย

“แต่การสอบสวนวินัยที่ร้ายแรงที่สุดคือการจัดซื้อ ATK โดยมีความเห็นของกรรมการสอบสวนวินัยเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ให้ผมพ้นจากราชการ แต่ยืนยันได้ว่าการจัดซื้อ ATK ไม่ได้ผิดระเบียบแต่อย่างใด และคิดว่าสู้ในระบบไม่ไหวแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ก็มีทำเอกสารชี้แจง ตอบคำถามไป ทุกคนในกลุ่มแพทย์ชนบทจึงมองว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องกระจายเรื่องเป็นสาธารณะ นำมาสู่การเปิดเรื่องต่อสาธารณะ ซึ่งก็ได้รับกำลังใจอย่างล้นหลามอย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อนในชีวิต จึงต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ช่วยอย่างยิ่ง” นพ.สุภัทรกล่าว

นพ.สุภัทรกล่าวถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า รู้สึกว่าข้าราชการเป็นอาชีพที่มีความหมาย และยังมีข้าราชการในพื้นที่ดีๆ อีกมากมาย แต่กลับถูกจำกัดโดยกฎระเบียบจนแทบจะขยับตัวไม่ได้ ตอนแรกเข้าใจว่าที่โดนสอบสวนและลงโทษด้านวินัย เอามีดมาปักหลังไว้เพื่อจะได้พูดมากไม่ได้ แต่ไม่คิดว่าจะให้ออกจากราชการ จนสิงหาคม 2567 ได้ชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรไปจำนวนมาก แต่ไม่ได้รับการตอบรับจากกรรมการสอบสวนวินัย จึงทำหน้าที่ตนต่อไป

“หัวใจสำคัญที่สุดของกรณีนี้ก็คงต้องให้ถึงการปฏิรูประบบราชการ เรื่องของธรรมาภิบาลในภาครัฐ จะทำให้ข้าราชการมีอิสระหรือมีโอกาสพอสมควรในการออกมาบอกกล่าวสังคม ข้าราชการพอรู้เรื่องทุจริตภายในแม้ไม่มีหลักฐาน แต่เราพูดมาก โดน เราเห็นสิ่งที่ไม่มีประสิทธิภาพและเราอยากทำในสิ่งที่ดีกว่า โดน ราชการขยับตัวลำบาก” นพ.สุภัทรกล่าว

นพ.สุภัทรกล่าวอีกว่า แล้วเราจะปฏิรูประบบราชการอย่างไร ให้ข้าราชการมีความสามารถในการเป็นพลังขับเคลื่อนสังคม และมีความปลอดภัยเพียงพอในการออกมาขับเคลื่อนต่อชุมชนและชาวบ้าน ซึ่งขณะนี้ก็ออกมาไม่ได้จริงๆ ออกมาแล้วโดน เรื่องนี้เป็นโจทย์ใหญ่ของสังคม